ประวัติความเป็นมา “เหรียญสิริจันโท ปี 2470 ” แห่ง วัดบรมนิวาส  จ. กรุงเทพฯ อีกหนึ่งเหรียญพระหายากที่ใครๆก็ถามถึง ! 

จัดอันดับพระเครื่อง

ถือเป็นอีกหนึ่งเหรียญที่ค่อนข้างหายาก และมีชื่อเสียงไม่น้อยสำหรับเหรียญสิริจันทร์โท และในครั้งนี้เราจะพาคุณมาทราบถึง ประวัติความเป็นมา “เหรียญสิริจันโท ปี 2470 ” แห่ง วัดบรมนิวาส  จ. กรุงเทพฯ อีกหนึ่งเหรียญพระหายากที่ใครๆก็ถามถึง ! ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาบอกถึงความเป็นมาของเหรียญนี้ พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาของผู้สร้างเหรียญให้คุณได้ทราบ และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่น่าสนใจกันได้เลยดังต่อไปนี้ ประวัติความเป็นมาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สำหรับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์นั้นเดิมทีท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่บ้านหนองไหล และท่านคือพระผู้ที่มีบทบาทสำคัญมาก ในการจัดระบบการศึกษาสมัยใหม่ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ญาติโยมและผู้คนได้รับการศึกษา ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ. 2399 (ซึ่งในบางตำราก็ได้ระบุเอาไว้ว่าช่วงปีพ.ศ. 2400)  มีชื่อเดิมว่า “จันทร์” ซึ่งบิดาของท่านก็คือหลวงสุโภร์ปราการ(สอน) ซึ่งเป็นกรมการจังหวัดอุบลราชธานีและมาดาของท่านมีนามว่าคุณแม่แก้ว  จากนั้นเมื่อเติบโตขึ้นอายุได้ 13 ปี ท่านก็ได้บวชเป็นสามเณรน้อยอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งวัดที่ท่านบวชก็คือวัดบ้านหนองไหล ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาในเวลาไม่นานพ่อและแม่ของท่านก็ได้นำท่านไปฝากไว้กับพระอาจารย์ม้าว เทวธัมมี แห่งวัดทุ่งศรีทอง (ซึ่งพระอาจารย์ของท่านผู้นี้ท่านคือศิษย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่4 ในขณะที่พระองค์ยังทรงผนวชอยู่) ซึ่งท่านก็ได้ศึกษากับพระอาจารย์ของท่านไปจนถึงอายุได้ 19 ปีขอลาสิกขา เพื่อไปทำการไถ่ตัวบิดาของท่าน ซึ่งในครั้งนั้นได้ถูกเกณฑ์ไปปราบทัพฮ่อ และได้อยู่ช่วยงานบิดาและมารดาเป็นระยะเวลาประมาณสามปี จากนั้นเมื่อพระครูอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ท่านก็ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งตรงกับช่วงปี พ.ศ. 2420  บวช […]

ประวัติความเป็นมาพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า “หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก” แห่งเมืองราชบุรี พร้อมวัตถุมงคล ของท่านที่ใครๆก็ถามถึง ! 

จัดอันดับพระเครื่อง

ได้พาท่านไปรู้จักกับพระยุคปัจจุบันกันมาพอสมควรในวันนี้เราจะพาคุณมาทราบถึง ประวัติความเป็นมาพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า “หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก” แห่งเมืองราชบุรี พร้อมวัตถุมงคล ของท่านที่ใครๆก็ถามถึง !  กันบ้าง ซึ่งมีใครถามถึงพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่เป็นพระในยุคสมัยเดียวกับหลวงพ่อเงินก็คงจะต้องมีผู้นึกถึงหลวงพ่อทาแห่งวัดพะเนียงแตกกันขึ้นมาอย่างแน่นอนและแน่นอนว่าในครั้งนี้เราจะมาบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาพร้อมกับวัตถุมงคลของท่านให้คุณได้ทราบ และหากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบในเรื่องของพระยุคเก่าเป็นเดิมอยู่แล้วต้องไม่ควรพลาด ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับเนื้อหาสาระที่น่าสนใจไปพร้อมๆกันได้เลยดังต่อไปนี้ ประวัติความเป็นมา “หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จังหวัดราชบุรี” สำหรับพระครูอุตรการบดี หรือที่ใครหลายคนมักจะเรียกท่านว่าหลวงพ่อทา แห่งวัดพะเนียงแตก นั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในช่วงยุคสมัยพ.ศ. 2400 ไปจนถึง 2459 เป็นยุคเดียวกันกับสมัยของหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน ซึ่งท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2376 บรรพบุรุษของท่านแต่เดิมนั้นเป็นชนชาวลาว แต่ท่านก็ได้เกิดที่อำเภอโพธารามซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรีกันเกิดอยู่ในตำบลบ่อผักกูด  เดิมทีท่านมีชื่อว่าวันหรือทา  ท่านมีน้องชาย 3 คนและท่านเป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว เมื่ออายุ 15 ก็ได้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่อำเภอโพธารามซึ่งบวชที่วัดโพธารามในจังหวัดราชบุรีนั่นเอง   ถัดมาในช่วงปีพ.ศ 2415 ท่านก็ได้อุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุุ  บวชที่วัดบ้านฆ้อง และหลังจากที่ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วท่านจะได้ศึกษาทางด้านพระธรรมวินัยไปพร้อมๆกับทางด้านพระกรรมฐานจนแตกฉาน มันเป็นภาพที่มีความตั้งใจและใฝ่เรียนใฝ่รู้อย่างมาก เมื่อมีความแตกฉานจากวิชาความรู้แล้วท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์เพื่อเสาะหาความเงียบสงบสำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา นอกจากนี้ท่านยังได้ปรึกษาทางด้านไสยเวทย์เพิ่มเติมยังสถานที่ต่างๆที่ท่านได้ออกเดินธุดงค์ การเดินทางไปทุกที่ไม่ว่าสถานที่เหล่านั้นจะอยู่ในป่าลึกเพียงใดก็ตาม ซึ่งฉันมักจะออกเดินธุดงค์และแสวงหาความเงียบสงบในการปฏิบัติกิจธรรมอยู่เสมอ  ต่อมาไม่นานท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสณวัดพะเนียงแตก  ซึ่งในขณะนั้นเป็นวัดเก่าที่มีความรกร้างอย่างมากครั้งหนึ่งหลวงพ่อทาท่านได้มีโอกาสเดินธุดงค์ไปยังบริเวณใกล้ๆและได้มาปักกลดจำพรรษา และเมื่อท่านได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสท่านก็ได้ทำการพัฒนาบูรณะปฏิสังขรณ์ให้ใหม่ยิ่งขึ้น  สำหรับที่มาของการเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดพะเนียงแตก  นั่นเป็นเพราะ ครั้งหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงงานประจำปีที่หลวงพ่อท่านได้นำนิ้วไปอุดปากกระบอกพุไฟพะเนียง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พลุไม่สามารถพุ่งออกมาจากลำกระบอกนั้นได้ จึงทำให้กระบอกพลุแตก   แต่เรื่องที่น่าอัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้นซึ่งนั่นก็คือหลวงพ่อทาท่านกลับไม่ได้รับอันตรายใดๆเลย ชาวบ้านเห็นดังนั้นจึงนำเรื่องราวนี้ไปเล่าขานต่อๆกัน […]

ประวัติความเป็นมาพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ยุคเก่าให้เมืองนครสวรรค์ “หลวงพ่อทอง วัดเขากบ” ! 

จัดอันดับพระเครื่อง

ถือเป็นอีกหนึ่งเกจิอาจารย์ที่ค่อนข้างมีผู้คนเคารพศรัทธาอย่างมากสำหรับหลวงพ่อทอง แห่งวัดเขากบ ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่ยังคงมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้เราจะพาคุณนั้นทราบถึง ประวัติความเป็นมาพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ยุคเก่าให้เมืองนครสวรรค์ “หลวงพ่อทอง วัดเขากบ” ! ซึ่งในครั้งนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับประวัติความเป็นมาของท่านรวมไปถึงที่มาของวัดเขากบแห่งนี้ หากอยากทราบกันแล้วว่ารายละเอียดที่ได้นำมาฝากกันในครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเราช้าเราไปชมสิ่งที่น่าสนใจพร้อมๆกันได้เลย ประวัติความเป็นมาของ หลวงพ่อทองวัดเขากบ จังหวัดนครสวรรค์ สำหรับหลวงพ่อทอง แห่งวัดเขากบหรือที่ใครหลายคนมักจะรู้จักกันดีในชื่อวัดวรนาถบรรพต ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งตามประวัติโดยละเอียดอาจยังไม่มีใครได้ทราบมากนัก แต่เท่าที่ใครหลายคนได้เคยฟังเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าจากเหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เคยได้ใกล้ชิดกับท่านก็เลยทราบว่า เดิมทีนั้นหลวงพ่อทองท่านเป็นชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ในยุคเดียวกันกับหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน อีกทั้งท่านยังมีความสนิทสนมและเป็นสหทำมิกซ์กับหลวงพ่อเฮงเฮงวัดเขาดิน รวมถึงหลวงปู่ศุขแห่งวัดมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ซึ่งหลวงพ่อทองนั้นท่านก็ได้เป็นพระเกจิอาจารย์ที่พระเกจิอาจารย์หลายๆท่านให้ความศรัทธาและเคารพอย่างมาก  และหนึ่งในนั้นก็คือหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพที่ให้ความเคารพท่านอย่างมากเช่นกัน เป็นที่ทราบกันดีว่าจังหวัดนครสวรรค์นั้นเป็นเมืองเก่าแก่ที่ในอดีตนั้นมีความรุ่งเรืองอย่างมากอีกทั้งยังมีโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์อย่างเช่นเจดีย์สูงเสียดฟ้า รวมไปถึงรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมืองนครสวรรค์แห่งนี้บางช่วงเวลาก็ถูกทิ้งร้าง และ ตามเรื่องเล่าที่ถูกเล่าต่อๆกันมานั้น ได้ความว่า ในช่วงประมาณปีพ.ศ. 2415 มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่มักจะออกเดินธุดงค์และมักจะมาปรากฏอยู่ที่บริเวณเชิงเขาในทุกๆเช้าและจะออกเดินบิณฑบาตในทุกๆวัน จนทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างจำได้ และท่านผู้นั้นก็คือหลวงพ่อทองวัดเขากบนี่เอง ชาวบ้านได้ร่ำลือกันว่าพระภิกษุชราผู้นี้ ท่านเป็นชาวจังหวัดอุตรดิตถ์มีความแก่กล้าในเรื่องวิทยาคมอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญทางด้านธุดงควัตรและด้านปฏิบัติวิปัสสนา และท่านได้ปักกรดตรงบริเวณยอดเขากบ ซึ่งในช่วงเวลานั้น เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ยอดเขากบแห่งนี้มีความรกร้างอย่างมาก เนื่องจากได้ถูกทิ้งร้างไว้เป็นเวลานาน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนชาวปากน้ำโพที่อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ต่างรู้จักชื่อเสียงของท่าน ซึ่งในเวลาต่อมาชาวบ้านก็ได้เห็นถึงการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหลวงพ่อทองรวมถึงท่านเป็นพระผู้มีจริยาวัฒอันงดงาม และการวางตนที่เหมาะสม จึงทำให้ผู้คนต่างเริ่มใส่ศรัทธาและได้นิมนต์ให้ท่านมาจำพรรษาที่วัดเขากบและบูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ ซึ่งหลวงพ่อท่านใช้เวลาอยู่นานในการบูรณะพระเจดีย์ ซึ่งราวๆ 10 ปี เห็นจะได้เนื่องจากพระเจดีย์ได้หักไปเป็นเวลานานแล้ว อีกทั้งยังได้ทำโบสถ์เป็นระยะเวลาถึงห้าปี […]

ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์แห่งเมืองชุมพร “หลวงพ่อจอน สิริจันโท วัดดอนรวบ” ! 

จัดอันดับพระเครื่อง

ถัดลงมาทางจังหวัดทางภาคใต้กันบ้าง แต่ในครั้งนี้เราไม่ได้ไปลึกถึงจังหวัดที่อยู่ไกลมากนักเพราะในครั้งนี้เราจะพาคุณมาทราบถึง ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์แห่งเมืองชุมพร “หลวงพ่อจอน สิริจันโท วัดดอนรวบ” ! ซึ่งพวกเราทีมงานได้รวบรวมข้อมูลมาบอกเล่ากันให้คุณได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อจอน สิริจันโท พร้อมกับจะมาบอกเล่าให้คุณได้ทราบถึงวัตถุมงคลของท่าน  ดังนั้นก็ไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปทราบถึงรายละเอียดที่น่าสนใจกันต่อไปนี้กันเลย  ประวัติของ หลวงพ่อจอน  สิริจันโท วัดดอนรวบ สำหรับหลวงพ่อจอน สิริจันโท เดิมทีท่านมีชื่อว่า “เทพทอง”  ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2392 ซึ่งตรงกับวันที่ 6 พฤษภาคมท่านเป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงเกิดที่ตำบลท่าชนะซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอท่าชนะอันเป็นลูกชายของนายปลอดและนางคงเทพทอง มันเป็นบุตรชายคนกลางของคุณพ่อคุณแม่ซึ่งท่านมีพี่สาวชื่อว่านางสีและท่านเป็นบุตรคนที่ 2 และมีน้องชายที่ชื่อว่านายขิน สมัยที่ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่มอยู่นั้นท่านค่อนข้างเป็นชายที่มีร่างกายกำยำล่ำสันอีกทั้งยังมีอีกพละกำลังมากมายมีความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร มีความสันทัดสูงโปร่งและมีใบหน้ามีเครารูปไข่ มีเอกลักษณ์ใบหน้าที่คมเข้ม ท่านจบการศึกษาในวิชาสามัญและจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งท่านได้มีโอกาสเล่าเรียนที่วัดดอนทรายซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอท่าชนะอยู่ที่ตำบลท่าชนะของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยความใฝ่เรียนใฝ่รู้จึงทำให้หลวงพ่อจอนท่านได้รับวิชาความรู้และมีความสามารถ   เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บวชเป็นสามเณร และเมื่ออายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ท่านก็ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ 2413 ท่านบวชที่วัดดอนทรายซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอท่าชนะตำบลท่าชนะและจังหวัดสุราษฎร์ธานีบ้านเกิดของท่านนั่นเองซึ่งในครั้งนั้นพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือพระครูอาจารย์เทศน์ และพระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ก็คือ   พระสมุห์ปณฺฑิโค และสำหรับพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ก็คือพระอธิการเทพยั่ว ซึ่งท่านได้รับฉายาทางธรรมว่า “สิริจนฺโท” เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อย่างเต็มตัวแล้วหลวงพ่อจอนท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาทางด้านวิปัสสนาธุระและมุ่งเน้นในการศึกษาคันถธุระอย่างตั้งอกตั้งใจ  นอกจากนี้ท่านก็ยังได้เรียนรู้ทางด้านวิชาอาคมต่างๆไปด้วยในตัวจนได้เกิดความเชี่ยวชาญในวิชาความรู้ที่เรียน และนอกจากนี้ท่านยังเป็นคนหัวไวที่สามารถแตกฉานสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำในเวลารวดเร็ว  […]

ประวัติความเป็นมา “หลวงพ่อไปล่ ฉนฺทสโร แห่ง วัดกำแพง” และวัตถุมงคลอันลือชื่อ ! 

จัดอันดับพระเครื่อง

หากมีใครถามว่าพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของทางฝั่งบางขุนเทียนมีใครบ้าง เห็นทีทุกคนคงจะตอบตรงกันว่าหลวงพ่อไปล่แห่งวัดกำแพง! และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ ประวัติความเป็นมา “หลวงพ่อไปล่ ฉนฺทสโร แห่ง วัดกำแพง” และวัตถุมงคลอันลือชื่อ ! เพราะเราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยทราบถึงเรื่องนี้มาก่อน และเราจะมาบอกถึงความเป็นมาโดยละเอียดให้คุณได้ทราบกันล่ะทีนี้พร้อมกับวัตถุมงคลยอดนิยมของท่าน ที่ใครๆก็ตามหาและถามถึง ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่น่าสนใจกันดังต่อไปนี้กันเลยค่ะ ประวัติของหลวงพ่อไปล่ ฉนฺทสโร  ก่อนอื่นก็ต้องขอย้อนไปถึงช่วงยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินถ้ารู้มหามงกุฏฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นยุคที่หลวงพ่อไปรท่านใดเกิดพอดี ซึ่งท่านเกิดตรงกับช่วงปีพ.ศ. 2403 และท่านเป็นชาวบางขุนเทียนโดยกำเนิด และเดิมเป็นคนพื้นเพในตำบลบางบอนใต้ บิดาของท่านชื่อว่านายเหลืองและมารดาของฉันชื่อว่านางทองท่านมีพี่น้องทั้งหมดห้าคนและเกิดอยู่ในสกุลทองเหลือ ในตอนที่ท่านยังเป็นเด็กนั้นท่านได้มีโอกาสเล่าเรียนกับพระอาจารย์เหลือแห่งวัดสิงห์ ซึ่งสิ่งที่ท่านได้เรียนกับพระอาจารย์ผู้นี้ก็คือหนังสือไทยขอมและหนังสือไทย บ้านบางบอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งย่านในสมัยก่อน ที่เป็นถิ่นของนักเลงเลยก็ว่าได้ และเมื่อใดที่มีงานวัดก็มักจะเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มวัยรุ่นมักจะรวมตัวและยกพวกตีกัน และสำหรับหลวงพ่อไปล่นั้น ก็ได้เติบโตในย่านนี้ซึ่งพรรคพวกเพื่อนฝูงของท่านก็มักจะยกให้ท่านเป็นลูกพี่อยู่เสมอ เพราะสิ่งนี้จึงทำให้บิดามารดาของท่านค่อนข้างเป็นห่วงและเกรงว่าท่านจะเลือกคบเพื่อนที่ไม่ดีจึงได้ขอให้ท่านบวชเป็นพระประมาณหนึ่งพรรษาหากเมื่ออายุครบบวช ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรและเข้าพิธีอุปสมบทตามที่บิดามารดาขอ ในช่วงปีพ.ศ. 2426 ซึ่งตอนนั้นท่านมีอายุได้ประมาณ 23 ปี บวช ณ วัดกำแพง ซึ่งมีพระอาจารย์ทัดแห่งวัดสิงห์เป็นพระอุปัชฌาย์ สำหรับพระที่เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของท่านในครั้งนั้นก็คือหลวงพ่อพวงวัดกก และพระที่เป็นพระอนุสาวนาจารย์ก็คือหลวงพ่อดิษฐ์ แห่งวัดกำแพง จึงท่านได้รับฉายาว่า ฉันทสโร จวบจนมาถึงที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน โดยปกตินั้นหลวงพ่อไปล่ท่านมีอุปนิสัยมุ่งมั่นและมีความตั้งอกตั้งใจเมื่อคิดจะทำอะไร และเมื่อท่านได้บวชก็มีความเอาจริงเอาจังและตั้งใจศึกษาทางด้านพุทธธรรมอย่างมากอีกทั้งยังมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติและศึกษาพระธรรมมาวินัย ท่านมีความสามารถในการท่องบทสวดมนตร์ต่างๆได้อย่างแม่นยำและท่องจนจบได้ทุกคำดีจึงทำให้เกิดความเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนาอย่างมาก จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะบวชให้บิดามารดาประมาณ1 พรรษา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากท่านไม่ยอมสึกต่อมาในขณะที่กำลังบวชในพรรษาที่สองก็ทำให้ท่านมีความตั้งใจมากยิ่งขึ้นและได้ลองฝึกทางด้านวิปัสสนากรรมฐานกับพระคู่สวดและพระอุปัชฌาย์ของท่าน และตั้งใจฝึกปฏิบัติอย่างเต็มที่จนมีความสามารถในการท่องพระปาติโมกข์ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องชัดเจน  […]

ความเป็นมาของ “พระกรุ วัดนาสนธิ์” พระเก่าล้ำค่าอันลือชื่อแห่งเมืองนครศรีธรรมราช ! 

จัดอันดับพระเครื่อง

ขึ้นชื่อว่าพระกรุนั้นแน่นอนว่าจะต้องเป็นพระที่มีความเก่าแก่และมีอายุไม่ต่ำกว่าหลาย 100 ปีซึ่งกรุพระในเมืองไทยก็มีค่อนข้างมากมายแต่ในครั้งนี้เราจะพาคุณมายังกรุพระของภาคใต้และจะพาคุณไปรู้จักกับ ความเป็นมาของ “พระกรุ วัดนาสนธิ์” พระเก่าล้ำค่าอันลือชื่อแห่งเมืองนครศรีธรรมราช ! ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย และใช้ว่าจะมีคนทราบถึงความเป็นมาเหล่านี้กันมากนัก ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับเรื่องราวที่น่าสนใจของพระดังอันลือชื่อแห่งเมืองใต้กันเลยดีกว่า  ประวัติความเป็นมาของวัดนาสนธิ์ สำหรับวัดนาสนธิ์หรือในครั้งอดีตที่เคยมีชื่อว่าวัดสนธิ์ นั้น ตั้งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชในตำบลมะม่วงสองต้นเป็นวัดราษฎร์ ซึ่งอยู่ในสังกัดของคณะสงฆ์ในฝ่ายมหานิกาย พื้นที่โดยรวมในปัจจุบันมีอยู่ประมาณเจ็ดไร่กับอีก 81.6 ตารางวา วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุไม่น้อย เมื่อครั้งในอดีตวัดแห่งนี้ได้ถูกตั้งอยู่ ณ บริเวณนอกกำแพงเมือง ของอาณาจักรตามพรลิงค์ มีความสำคัญควบคู่ไปกับวัดท่าเรือที่เราได้นำมาเสนอกันไปตั้งแต่เมื่อฉบับที่แล้ว ซึ่งได้รับการสถาปนาจากกษัตริย์ของอาณาจักรแห่งนี้ซึ่งก็คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้ทำการตั้งแต่ครั้งที่สถาปนาสร้างเมืองพระเวียงและสถาปนาขึ้นให้เป็นเมืองหลวงที่สองแห่งอาณาจักร ณ บนหาดทรายแก้ว  ซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ. 1089 ไปจนถึง 1300 หากนับอายุรวมก็น่าจะ 1000 กว่าปีเห็นจะได้ จึง และในคราวที่สร้างเมืองนั้นพระองค์ยังได้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์เอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งบริเวณวัดแห่งนี้จะอยู่ติดกับวัดเตาปูน อันเป็นที่ตั้งของเตาเผาเปลือกหอยสำหรับการใช้ในการทำปูนขาวที่นำมาผสมกับยางไม้ต่างๆ เป็นที่ตั้งเตาเผาสำหรับเพื่อใช้ในการสร้างพระธาตุเจดีย์ในยุคแรก ซึ่งในครั้งนั้นพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้เสด็จมาตรวจเตาปูนอยู่บ่อยๆจนทำให้ท่านได้สร้างที่ประทับแบบชั่วคราวเอาไว้ในยามที่ท่านได้เสด็จมา  และเมื่อพระองค์ทรงพบว่าสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างมีความเงียบสงบและเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาสำหรับพระสงฆ์อย่างมาก ท่านก็ได้สร้างพระธาตุเจดีย์เอาไว้และได้สถาปนาให้เตาปูนแห่งนี้เป็นวัดเตาปูนและที่ประทับชั่วคราวที่ท่านได้สร้างเอาไว้สำหรับการเสด็จมาตรวจดูเตาปูนก็ได้ให้เป็นวัดนาสนธิ์  นอกจากนี้ยังได้ทำการสร้างพระพิมพ์เพื่อบรรจุเอาไว้ในกรุ จึงแน่นอนว่าพระองค์แต่ละองค์ที่ถูกบรรจุไว้นั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 1000 ปี  ซึ่งโดยส่วนใหญ่พระเครื่องที่พบมากในวัดนาสนธิ์แห่งนี้ จะมีอยู่ด้วยกันประมาณสามพิมพ์ซึ่งได้แก่พิมพ์ผานไถ , พิมพ์บางเขนหรือที่ใครหลายคนมักจะเรียกกันว่าพิมพ์พระจันทร์เต็มดวง และพิมพ์ยอดขุนพลหรือมักถูกเรียกว่าพิมพ์ใบพุทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเครื่องที่ได้รับการยกย่องให้อยู่ในชุดพระไตรภาคีแห่งเมืองนคร […]

เปิดประวัติความเป็นมา “พระกรุ วัดท่าเรือ เมืองนครศรีธรรมราช” พระเก่าแก่แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ !

ในดินแดนใต้ของบ้านเรานั้นถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณและพระเครื่องของอาณาจักรใต้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุมงคลที่หายากยิ่ง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้เราจะพาคุณไป  เปิดประวัติความเป็นมา “พระกรุ วัดท่าเรือ เมืองนครศรีธรรมราช” พระเก่าแก่แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ ! ซึ่งเราชื่อว่ายังคงมีใครหลายคนที่อาจจะยังไม่ทราบถึงความเป็นมากันมากนักและในครั้งนี้เราจะมาเล่าให้คุณฟังโดยละเอียดซึ่งพวกเราทีมงานได้รวบรวมข้อมูลต่างๆมาฝากคุณกันไว้ที่นี่เป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับเนื้อหาสาระที่น่าสนใจกันเลยดังต่อไปนี้ค่ะ  ความเป็นมาของอาณาจักรตามพรลิงค์  สำหรับอาณาจักรแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณคาบสมุทรมลายูในช่วงก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 ซึ่งศูนย์กลางอาณาจักรแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการขุดพบเมืองโบราณรวมไปถึงวัตถุโบราณต่างๆในจังหวัดแห่งนี้ที่ตำบลในเมืองบริเวณบ้านพระเวียงอำเภอเมืองซึ่งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช  และศิลาจารึกจากเมืองไชยาที่ยังคงมีอยู่และตั้งอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีสำหรับอาณาเขตของทางทิศเหนือนั้นจะเป็นช่วงบริเวณจังหวัดชุมพรและในส่วนของทางทิศใต้นั้นจะอยู่บริเวณตอนบนของประเทศมาเลเซียในส่วนของทางด้านทิศตะวันตกและตะวันออกจะจรดกับทะเลทั้งสองฝั่งซึ่งบริเวณของทะเลอันดามันนั้นจะถูกเรียกกันว่าทะเลนอกซึ่งเป็นบริเวณทั้งหมดของจังหวัดกระบี่ในปัจจุบันนี้   สำหรับยุครุ่งเรืองของอาณาจักรแห่งนี้อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 และ 14 เป็นดินแดนใหญ่ที่มีบริเวณอยู่บนคาบสมุทรมลายูซึ่งมีความโดดเด่นมากจากนั้นมาถึงในช่วงปีพศ. 1318 อาณาจักรแห่งนี้ได้ถูกควบคุมโดยอาณาจักรศรีวิชัยจากนั้นต่อมาได้กลายเป็นรัฐหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยไปโดยปริยาย แต่ถัดมาในช่วงปีพศ. 1773 ก็ได้มีการแยกตัวเกิดขึ้นจากอาณาจักรศรีวิชัยโดยพระเจ้าจันทรภาณุ ซึ่งชื่อพี่เรียกกันว่าอาณาจักรตามพรลิงค์นั้น คำว่า “ตามฺร” นั้นมีที่มาจากภาษาสันสกฤต เมื่อนำมาผสมกับคำบาลีที่ว่า “ตมฺพ” จึงมีความหมายที่แปลว่าทองแดง คำว่า “ลิงค์” นั้น ก็คือสัญลักษณ์ของเพศฉันจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า TANMALING หรือ Tambralinga แต่สำหรับชาวจีนจะเรียกกันว่า “ตันเหมยหลิง” และสำหรับพระมหากษัตริย์ที่มีความสำคัญของอาณาจักรแห่งนี้ก็คือพระเจ้าจันทรภาณุและพระเจ้าศรีธรรมโศกราช  ซึ่งเมืองหลวงของยุคสมัยนั้นก็คือเมืองพระเวียงหรือเมืองตามพรลิงค์นั่นเอง แล้วจากนั้นในช่วงปีพศ. 1830 ก็ได้มีการพัฒนาออกมาเป็นอาณาจักรนครศรีธรรมราช  “ความเป็นมาของวัดท่าเรือ เมืองนครศรีธรรมราช”   ในปัจจุบันวัดท่าเรือแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนาฏศิลป์ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้มีการพบหลักฐานต่างๆมาจากหนังสือใบลานผูกจึงมีลักษณะเป็นการเขียนแบบใช้สมุดข่อย อีกทั้งยังมีการสันนิษฐานว่าสมุดข่อยที่เป็นหลักฐานในการพบเจอครั้งนี้อาจถูกเขียนขึ้นโดยบัณฑิตในช่วงยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้ระบุเอาไว้ว่าวัดท่าโพธิ์หรือที่เรารู้จักกันในชื่อวัดท่าเรือนั้นได้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงยุคสมัยของพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมโศกกราช ซึ่งท่านเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น ซึ่งพระองค์ได้ทำการสถาปนาร่วมกับพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นชาวลังกาสำหรับสถาปนาวัดท่าเรือแห่งนี้ […]

ประวัติความเป็นมาพระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม แห่งอาณาจักรล้านนา “หลวงปู่แหวน สุจิณโณ” !

ประวัติพระ

หากมีใครพูดถึงสุดยอดพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับฉายาว่าเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาธรรม นั้นแน่นอนว่าหลายคนคงทราบทันทีว่านั่นคือการกล่าวถึงหลวงปู่แหวน ด้วยคุณงามความดีและความเมตตาธรรมของท่านจึงทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือ ในครั้งนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ ประวัติความเป็นมาพระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม แห่งอาณาจักรล้านนา “หลวงปู่แหวน สุจิณโณ” ! เพราะเราเชื่อว่ายังคงมีใครหลายคนที่ไม่เคยทราบถึงประวัติความเป็นมาของท่านมาก่อนและในครั้งนี้เราจะมาบอกเราให้คุณได้ฟังกันอย่างละเอียดและเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับเรื่องราวของหลวงปู่แหวนกันได้เลย ณ บัดนี้ !  ประวัติความเป็นมาของหลวงปู่แหวนสุจิณโณ สำหรับหลวงปู่แหวน สุจิณโณที่ใครหลายคนเคารพศรัทธานั้นเดิมทีท่านเป็นคนชาวอำเภอเมืองจังหวัดเลยถ้าเกิดในช่วงปีพ.ศ. 2430 ในวันที่ 16 มกราคม ซึ่งตรงกับปีกุล ซึ่งท่านได้เกิดในครอบครัวของช่างตีเหล็ก ครอบครัวของท่านอาศัยอยู่ในตำบลหนองในหรือในปัจจุบันนั้นได้ชื่อว่าตำบลนาโป่งอยู่ในหมู่บ้านบ้านนาโป่ง ที่อำเภอเมืองจังหวัดเลย ท่านเป็นบุตรชายคนโตของบิดามารดาซึ่งบิดาของท่านนั้นถือว่านายใส ราม สิริ และมารดาของท่านที่ว่านางแก้ว รามสิริ และท่านมีน้องสาวชื่อว่านั่งเบ็ง ราชอักษร ชื่อเดิมที่บิดามารดาตั้งให้ท่านก็คือญาณ ซึ่งแปลว่าการกำหนดรู้และปรีชา เมื่อหลวงปู่แหวนอายุได้ประมาณห้าขวบมารดาของท่านก็ป่วยอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่ามารดาของท่านจะได้รับการรักษาอย่างดีจากบิดาของท่านแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นและทรุดตัวลงตามลำดับ และเมื่อมารดาของท่านรู้ตัวแล้วว่าท่านคงอยู่อีกไม่นานก็ได้ให้หลวงปู่แหวนเข้าไปใกล้ใกล้และฝากคำสนทนาทิ้งท้ายไว้ก่อนจากไป ซึ่งเนื้อความที่ท่านได้กล่าวกับหลวงปู่แหวนประมาณว่าท่านไม่ยินดีเกี่ยวกับเรื่องสมบัติพัสถานใดๆในโลกนี้ แต่จะยินดีกับลูกอย่างยิ่งหากลูกของท่านได้บวช และวตายไปกับผ้าเหลือง และหากได้บวชแล้วก็ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะ เมื่อหลวงปู่แหวนรับทราบก็พยักหน้ารับคำกับมารดาของท่าน หลังจากที่หลวงปู่แหวนพยักหน้ารับคำแล้วมารดาของท่านก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ หลังจากที่มารดาของหลวงปู่แหวนท่านได้เสียชีวิตในคืนหนึ่งคุณยายของหลวงปู่แหวนท่านก็ได้เกิดนิมิตฝันที่ค่อนข้างมีความประหลาดแต่โดยรวมแล้วก็เป็นนิมิตที่มีความมงคลไม่น้อยดังนั้นท่านจึงนำความฝันที่ท่านได้ฝันมันเล่าให้กับหลวงปู่แหวนและลูกหลานฟังในเช้าวันต่อมา ในความฝันของคุณยายท่านก็คือ ฝันว่าหลวงปู่แหวนท่านได้นอนอยู่ในบริเวณดงขมิ้นแล้วก็เห็นว่าเนื้อตัวของหลวงปู่แหวนนั้นอรามเป็นสีเหลืองทองมีความน่าเอ็นดูน่ารักอย่างมาก จากนั้นคุณยายท่านก็ได้บอกกับหลวงปู่แหวนว่าคุณยายเห็นว่าหลวงปู่แหวนนั้นมีอุปนิสัยและมีวาสนาในทางบวช จึงขอให้หลวงปู่แหวนบวชตลอดชีวิตโดยไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียหลวงปู่แหวนจะสามารถทำได้หรือไม่ และนั่นคือสิ่งที่คุณยายได้พูดกับหลวงปู่แหวนเอาไว้ ในเวลาต่อมาหลังจากที่มารดาของหลวงปู่แหวนได้เสียชีวิตไปคุณยายของหลวงปู่แหวนก็ได้เป็นผู้ดูแลหลวงปู่แหวนมาอย่างทะนุถนอม เมื่อหลวงปู่แหวนอายุได้ประมาณ 9 ขวบซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ. 2439  ในวันหนึ่งท่านก็ได้เรียกหลวงปู่แหวนพร้อมกับหลานชายรุ่นราวคราวเดียวกันอีกคนนึงเข้าไปพบแล้วบอกกับทั้งสองคนนี้ว่าจะให้ทั้งสองคนบวชเป็นสามเณรแล้วก็บอกให้หลวงปู่แหวนตั้งไจฟังให้ดีถึงสิ่งที่ท่านจะกล่าวนั้นก็คือ จะทำได้ไหมหากบวชแล้วไม่ต้องสึก […]

เปิดประวัติความเป็นมา “พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย แห่ง วัดสวนขัน)” เทพเจ้าของชาวปักษ์ใต้! 

ประวัติพระ

หากมีใครถามว่าการขนานนานที่ว่า เทพเจ้าของคนใต้นั้นหมายถึงใคร แน่นอนว่าเรานักนิยมสะสมพระเครื่องชาวใต้ จะต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พ่อท่านคล้าย  จันทสุวัณโณ” นั่นเอง ! และเชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอนจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้เราจะพาคุณไป เปิดประวัติความเป็นมา “พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย แห่ง วัดสวนขัน)” เทพเจ้าของชาวใต้!  ซึ่งเราจะมาบอกถึงประวัติความเป็นมาของท่านให้คุณได้ทราบโดยละเอียดเพราะเราเชื่อว่าถึงแม้ท่านจะมีชื่อเสียงโด่งดังแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทราบถึงที่มาหรือรู้จักประวัติส่วนตัวของท่าน ดังนั้นหากคุณอยากทราบว่าเรื่องราวความเป็นมาในครั้งนี้จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างต้องอย่ารอช้าเราไปชมสิ่งที่น่าสนใจพร้อมๆกันได้เลยดังต่อไปนี้ ประวัติของพ่อท่านคล้าย จันทสุวรรณโน สำหรับพระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือที่ใครมักจะรู้จักกันดีในนามพ่อท่านคล้าย จนฺทสุวณฺโณ ฉันเกิดในช่วงปีพ.ศ. 2417 ในวันที่ 27 มีนาคมซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำปีชวดเป็นวันอังคาร ท่านเป็นชาวตำบลช้างกลาง บ้านโคกทือ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาของท่านชื่อว่านายอินทร์ สีนิล และมารดาของด้านชื่อว่านางเหนียว สีนิล และถ้ายังไงพี่สาวหนึ่งคนซึ่งมีนามว่านางเพ็ง  เมื่อครั้งที่ท่านยังเด็กท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนหนังสือทั้งภาษาไทยและร่ำเรียนเกี่ยวกับอักขระขอมตั้งแต่มีอายุได้ 10 ปี และท่านได้ร่ำเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับอาจารย์ขำ ซึ่งเป็นอดีตจะเอาวาดวัดจันดี หรือในปัจจุบันเรียกกันว่าวัดทุ่งบอน และอาจารย์ขำท่านนี้ก็ได้ตั้งสำนักเพื่อทำการสอนหนังสือให้กับเด็กๆในยุคนั้น  เมื่อพ่อท่านคล้ายอายุได้ประมาณ 14 – 15 ปี ระหว่างที่ท่านกำลังเดินทางไปหาพี่สาวที่จังหวัดกระบี่ ท่านได้ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ และอีกส่วนนึงท่านก็ได้รับอุบัติเหตุจากการที่ถูกต้นไม้หล่นลงมาทับจนถึงขั้นกระดูกแตกบริเวณหลังเท้าทำให้ต่อมาต้องทำการตัดปลายเท้าจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเดินเหินนั้นไม่ค่อยสะดวกมากนัก จึงทำให้ท่านนำไม้ไผ่มาสวมที่บริเวณเท้าเพื่อทำให้การเดินสะดวกมากขึ้น  หลังจากที่ท่านได้กลับมาอาศัยอยู่กลับคุณลุงและคุณป้าของท่านณอำเภอฉวาง บ้านทุ่งพลี […]

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อทรัพย์ ธัมมโสภโณ แห่งวัดอินทราราม เมืองชัยนาท  !

หลวงพ่อทรัพย์-ธัมมโสภโณ-แห่งวัดอินทราราม-เมืองชัยนาท

หากมีใครทำถึงพระเกจิอาจารย์ที่ค่อนข้างขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในเรื่องของ การสร้างวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณมันเป็นเลิศทางด้านโชคลาภแห่งเมืองชัยนาทคงจะต้องมีคนเอ่ยถึงชื่อของหลวงพ่อทรัพย์ ธัมมโสภโณกันขึ้นมาอย่างแน่นอน ในครั้งนี้เราจะพาคุณมามาทราบถึง ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อทรัพย์ ธัมมโสภโณ แห่งวัดอินทราราม เมืองชัยนาท  ! เพื่อจะมาบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของท่านให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆได้ทราบกัน และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับสิ่งที่น่าสนใจดังต่อไปนี้กันเลย   ประวัติความเป็นมาของ หลวงพ่อทรัพย์ ธัมมโสภโณ  แห่งวัดอินทราราม เมืองชัยนาท  สำหรับหลวงพ่อทรัพย์นั้นเดิมทีท่านมีชื่อว่านายทรัพย์ ขำสุข  ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2430 ตรงกับวันที่ 5 เดือนพฤษภาคม  เป็นวันพฤหัสบดีและตรงกับปีกุน  ท่านเป็นชาวบ้านโรงปลาซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอทรัพยากรจังหวัดชัยนาทอยู่ที่ตำบลบางหลวง  และแน่นอนว่าท่านเป็นชาวจังหวัดชัยนาทโดยกำเนิด ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด 11 คนและท่านเป็นบุตรชายคนที่ 6 ของบิดามารดา  เมื่อหลวงพ่อทรัพย์ท่านยังเป็นเด็กอยู่นั้นขณะที่ท่านมีอายุได้ประมาณ 10 ขวบ คุณพ่อและคุณแม่ของท่านก็ได้พาท่านไปฝากไว้กับหลวงพ่ออ่ำแห่งวัดอินทาราม และให้อยู่กับหลวงพ่ออ่ำที่นั่นเพื่อจะได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก และท่านก็เป็นเด็กที่มีความจำอันเป็นเลิศอันจึงทำให้ท่านเรียนหนังสือได้ดี สามารถอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว  หลังจากที่ท่านศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดอินทารามได้เป็นระยะเวลา 3 ปีท่านก็สามารถเขียนหนังสือได้ทั้งภาษาขอมและหนังสือภาษาไทยเรียกได้ว่ามีความสามารถไม่น้อยตั้งแต่ยังมีอายุน้อยกันเลยทีเดียว  หลังจากที่ท่านศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดอินทารามได้เป็นระยะเวลา 3 ปีท่านก็สามารถเขียนหนังสือได้ทั้งภาษาขอมและหนังสือภาษาไทยเรียกได้ว่ามีความสามารถไม่น้อยตั้งแต่ยังมีอายุน้อยกันเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่าหลวงพ่อท่านเก่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาก  ในเวลาต่อมาหลวงพ่ออยู่ท่านก็ได้ย้ายไปจากวัดอินทาราม เพื่อไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดดักคะนนท์ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองของจังหวัดชัยนาท ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อทรัพย์ท่านก็ตัดสินใจย้ายวัดเพื่อตามไปอยู่กับหลวงพ่ออยู่  และได้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดดักคะนน  หลังจากที่อยู่วัดแห่งนี้ได้ในระยะหนึ่งแล้วหลวงพ่ออยู่ท่านก็ได้นำท่านไปฝากเรียนภาษาบาลีอีกอยู่ที่สำนักในจังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็นสำนักของ “พระสุนทรมุนี” (ใจ)แห่งวัดทุ่งแก้ว  ไม่ได้อยู่ที่สำนักนี้ท่านก็ได้มีโอกาสฝึกหัดในเรื่องของการเป็นนักเทศน์เพื่อเจริญรอยตามพระสุนทรมุนีรวมทั้งได้มีโอกาสเรียนนักธรรมและเรียนภาษาบาลีด้วยพร้อมๆกัน นักเทศน์ที่นี่จะมีชื่อเสียงอย่างมากในสมัยนั้น จึงทำให้ใครๆก็อยากมาเรียน  […]