ประวัติความเป็นมา “หลวงพ่อเกษม เขมโก” พระเถราจารย์แห่งเมืองลำปาง ผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร ! 

หลวงพ่อเกษม-เขมโก-พระเถราจารย์แห่งเมืองลำปาง

หัวข้อ

หากย้อนไปในช่วงยุคก่อนปีพ.ศ 2500 มีใครถามถึงพระเถราจารย์แห่งเมืองลำปาง เชื่อว่าจะต้องทำให้เราน้อมระลึกถึงหลวงพ่อเกษม เขมโกขึ้นมาทันที และในครั้งนี้เราจะพาคุณมาทราบถึง ประวัติความเป็นมา “หลวงพ่อเกษม เขมโก” พระเถราจารย์แห่งเมืองลำปาง ผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร !  โดยจะมาบอกให้คุณได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของท่านกันอย่างละเอียด และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับเนื้อหาที่น่าสนใจกันเลยดังต่อไปนี้ค่ะ

ประวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก

ประวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตย้อนไปถึงช่วงยุคในปีพ.ศ. 2455 มีครอบครัวของเชื้อจ้าวผู้ครองเมืองลำปางตั้งแต่ครั้งในอดีต หัวหน้าครอบครัวมีชื่อว่าเจ้าหนูน้อย ณ ลำปาง มีอาชีพเป็นข้าราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอและมีภรรยาชื่อว่าเจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง ต่อมาภายหลังได้มีการเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “มณีอรุณ” ซึ่งสามีภรรยาคู่นี้มีศักดิ์เป็นหลานของพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิต ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นลำดับสุดท้าย 

เดิมทีนั้นครอบครัวนี้ได้อาศัยอยู่ที่ริมแม่น้ำวังเวียง อำเภอเมืองจังหวัดลำปางซึ่งอยู่บ้านท่าเก๊าม่วง สร้างหลักปักฐานอยู่กินกันอย่างร่มเย็นมีความสุขดี ต่อมาเจ้าแม่บัวจ้อนก็ได้ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายที่เป็นบุตรคนแรกของครอบครัวซึ่งเป็นวันที่ 28 ในเดือนพฤศจิกายนของปีพ.ศ. 2455 ตรงกับเดือนยี่ (เหนือ) และตรงกับปีชวดเป็นวันพุธ ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่ได้มีใครทราบเลยว่าวันที่ให้กำเนิดบุตรชายผู้นี้เป็นวันเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่งพระครูบาศรีวิชัยได้ให้การพยากรณ์เอาไว้ว่าจะมีผู้มีบุญมาเกิด (ตนบุญ) ซึ่งทารกน้อยผู้นั้นก็ได้ถูกตั้งชื่อว่าเกษม ณ ลำปาง  และนี่คือจุดเริ่มต้นของหลวงพ่อเกษม เขมโก 

ในวัยเด็กของหลวงพ่อเกษมนั้นเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่มีความซุกซนตามประสาเด็กมาก เหตุการณ์ครั้งหนึ่งตั้งแต่ครั้งที่ท่านได้ขึ้นไปปีนต้นฝรั่งแล้วเกิดพลัดตกลงมา จนกลายเป็นทำให้ศีรษะของท่านเกิดแผล ท่านเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดและชอบใฝ่เรียนรู้  การบวชครั้งแรกของท่านเริ่มต้นขึ้นในวัย 13 ปี ซึ่งเป็นการบวชหน้าไฟให้กับเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊วเป็นระยะเวลาประมาณเจ็ดวันจากนั้นก็ทำการลาสิกขา ต่อมาเมื่อท่านอายุได้ประมาณ 10 ห้าปีก็ได้บวชเป็นสามเณรอีกครั้งและจำวัดอยู่ในจังหวัดลำปาง ณ บุญยืน ซึ่งการบวชในครั้งนี้ทำให้หลวงพ่อเกษมท่านได้มีโอกาสศึกษาทางด้านพระปริยัติทำและเกิดความใฝ่เรียนใฝ่รู้เลื่อมใสในธรรม จนทำให้ท่านตั้งไจเรียนและสอบได้นักธรรมชั้นโท ในเวลาถัดมาซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ. 2474 และจากนั้นท่านก็ได้อุปสมบทในช่วงเวลาต่อมาซึ่งเป็นปีถัดมา หลังจากที่ท่านสอบได้นักธรรมชั้นโทแล้ว

ประวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก

การเข้าพิธีอุปสมบทบวชเป็นพระของท่านนั้น ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านก็คือพระธรรมจินดา(นายกฝ่าย) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดบุญวาทย์วิหาร และฉายาทางธรรมของหลวงพ่อเกษมก็คือ “เขมโก” ซึ่งมีความหมายว่าผู้มีธรรมอันเกษม หลังจากที่บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ท่านก็ได้เราเรียนภาษาบาลีอยู่ที่สำนักวัดศรีล้อมต่อมาหลังจากที่สำเร็จวิชาก็ได้ย้ายมาศึกษาที่จังหวัดเชียงรายทางด้านแผนกนักธรรมกลับสำนักวัดเชียงราย ต่อมาในเวลาไม่นานซึ่งตรงกับช่วงปี 2479 หลวงพ่อเกษมก็มีความสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ซึ่งท่านมีความชำนาญทางด้านเรียนเขียนและแปลภาษาบาลีอย่างมาก และถึงแม้ว่าท่านจะมีความรู้จนแตกฉานท่านก็ไม่สอบอาวุธจึงทำให้ครูบาอาจารย์ล้วนแล้วแต่เข้าใจว่าหลวงพ่อเกษมนั้นท่านไม่ต้องการสมณศักดิ์สูงใดๆ เพราะการที่ท่านได้เล่าเรียนและศึกษาทางด้านภาษาบาลีนั้นก็ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาใช้เพื่อศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนจากพระมหาศาสดาเท่านั้น 

ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์

ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์

เมื่อมีความแตกฉานทางด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาทางด้านวิปัสสนา เมื่อยิ่งศึกษาก็ยิ่งมีความสนใจและตั้งใจในการปฏิบัติอย่างมาก จนกระทั่งได้มีพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่งที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงทางด้านนี้ท่านมีชื่อว่าครูบาแก่น สุมโน จึงทำให้หลวงพ่อเกษมเกิดความสนใจจึงไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ และด้วยความตั้งใจใฝ่เรียนใฝ่รู้จนทำให้ครูบาแก่นเห็นถึงความตั้งใจนั้น จึงทำให้ครูบาแก่นรับหลวงพ่อเกษมไว้เป็นลูกศิษย์ และถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับหลวงพ่อเกษมอย่างเต็มที่

นอกจากจะได้ศึกษาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานกับครูบาท่านแล้วหลวงพ่อเกษมก็ยังได้ออกเดินธุดงค์และติดตามครูบาแก่นเพื่อแสวงหาความวิเวกในป่าลึกพร้อมกับบำเพ็ญเพียร  ซึ่งถือเป็นโอกาสแรกที่จะทำให้ชีวิตของท่านได้ประสบและสัมผัสกับความเงียบสงบ เข้าถึงแก่นแท้ของรสพระธรรมที่บังเกิดขึ้นท่ามกลางความวิเวกเมื่อได้ออกธุดงค์และบำเพ็ญภาวนา และได้พบความสงบสุขอย่างแท้จริงด้วยเหตุนี้จึงยิ่งทำให้หลวงพ่อเกษมนั้นมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติทำอย่างมากโดยมีพระอาจารย์ของท่านคอยแนะอุบายทำให้กับท่าน อบรมสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับหลวงพ่อท่านเป็นอย่างดี ซึ่งการออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาความนิเวศนั้นทำให้ท่านได้ฉันอาหารในบาตร และเป็นการฉันมื้อเดียว 

ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์

นอกจากนี้ยังได้ฉันเอกา ที่เป็นการฉันอาหารคาวกับอาหารหวานแบบรวมกันอยู่ในบาตรเดียว และเมื่อถึงช่วงเวลาเย็นก็จะทำการปฏิบัติโดยการเดินจงกรมต่อด้วยกันนั่งบำเพ็ญภาวนาไปเรื่อยๆ ไปจนถึงเวลาประมาณห้าทุ่มก็ถือเป็นการเสร็จจากการภาวนา สัตว์นั้นท่านก็จะทำการสวดมนตร์สำหรับทำวัตรเย็น และเมื่อถึงเวลาดึกท่านก็จะจำวัดโดยการที่ไม่ได้นอนเหมือนพระรูปอื่นทั่วไปเพราะท่านจะทำเพียงหมอกเท่านั้นและมักจะทำเป็นกิจวัตร  และเมื่อถึงช่วงเวลาเข้าพรรษาก็ทำให้พระภิกษุทั้งหลายจำเป็นต้องยุตติการท่องธุดงค์ชั่วคราว และกลับมาจำวัด จึงเป็นเหตุให้หลวงพ่อเกษมได้กลับมาจำวัดที่วัดบุญยืนตามปกติ และเมื่อจำวัดจนถึงเวลาออกพรรษาหลวงพ่อเกษมก็จะติดตามพระอาจารย์ของท่านเพื่อบำเพ็ญภาวนาในป่าลึกและออกเดินธุดงค์ต่อ

ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์

ต่อมาเมื่อเจ้าอาวาสแห่งวัดบุญยืน (เจ้าอธิการคำเหมย) ได้มรณภาพลง จึงเป็นเหตุทำให้ทางคณะสงฆ์ได้มีการประชุมเพื่อค้นหาเจ้าอาวาสวัดรูปใหม่ขึ้น และเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาสก็คือ “หลวงพ่อเกษม เขมโก” แต่หลวงพ่อท่านก็ยินดียินร้ายหากแต่เกิดความเป็นห่วงทั้งวัดเนื่องจากวัดแห่งนี้ท่านเคยได้จำพรรษาอยู่ และเห็นว่าเรื่องนี้คือภารกิจทางศาสนาทำให้หลวงพ่อเกษมน้อมรับตำแหน่งและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน หลังจากที่เป็นเจ้าอาวาสวัดแล้วท่านก็ได้ตัดสินใจที่จะทำการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่หลายครั้งเนื่องจากต้องการออกเดินธุดงค์เพื่อบำเพ็ญภาวนา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงทำให้ท่านออกจากวัดบุญยืนเพื่อไปศาลาวังทาน พร้อมกับเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาส 

หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็บำเพ็ญภาวนาและออกเดินธุดงค์ซึ่งท่านเป็นพระสายวิปัสสนาธุระที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใด และไม่ยึดติดและแต่กลับสถานที่ต่อมาท่านก็ได้ปฎิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์และปฏิบัติที่นั่นจนตลอดชีพของท่าน ซึ่งท่านยึดหลักคำสอนของพระศาสดา โดยปฏิบัติสินบริสุทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไม่ยึดติดกับกิเลสทั้งปวง และมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติอย่างยิ่ง ถือสมถะและรักสันโดษ

ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์
ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์

 อีกทั้งยังเป็นพระที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศให้ความเคารพเลื่อมใส และแม้แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ทรงเคารพศรัทธาหลวงพ่อเกษม เนื่องจากท่านคือพระผู้มีจริยาวัฒน์อันงดงามเป็นพระผู้ปฏิบัติที่เคร่งครัด ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งหลายที่ในหลวงรัชกาลที่9 ท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองลำปางเพื่อทรงนมัสการหลวงพ่อเกษม และครั้งสุดท้ายที่ได้พระราชดำเนินไปทรงนมัสการหลวงพ่อเกษมก็คือ ในวันที่ 15 มีนาคมช่วงปีพ.ศ. 2536 ตรงกับปีกุนในวันที่หลวงพ่อเกษมท่านมรณภาพลง ณ โรงพยาบาลลำปาง ที่ห้องไอซียู ช่วงเวลา 19.4 00:00 น. รับเป็นความโศกเศร้าให้กับปวงชนและพุทธศาสนิกชนชาวไทยยิ่ง โดยเฉพาะชาวจังหวัดลำปาง และถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากว่า 20 ปีที่ท่านมรณภาพจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม เชื่อว่ายังมีผู้ระลึกถึงท่านอย่างมิเสื่อมคลาย 

ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์

แล้วพบกันใหม่กับบทความหน้านะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอฝากเรื่องราว  ประวัติความเป็นมา “หลวงพ่อเกษม เขมโก” พระเถราจารย์แห่งเมืองลำปาง ผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร ! ไว้แต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ 

Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter