ประวัติพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าผู้ทรงวิทยาคม แห่งวัดโบสถ์โก่งธนู เมืองลพบุรี “หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” ! 

พระเกจิอาจารย์ยุคเก่าผู้ทรงวิทยาคม-แห่งวัดโบสถ์โก่งธนู-เมืองลพบุรี

หัวข้อ

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่ผู้คนชาวลพบุรีต่างเคารพศรัทธากันเป็นอย่างมาก สำหรับหลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงก่อนยุคพ.ศ 2500 เป็นผู้ทรงวิทยาคม มีวิชาอาคมแก่กล้าจนเป็นที่เลื่องลือ ในครั้งนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ ประวัติพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าผู้ทรงวิทยาคม แห่งวัดโบสถ์โก่งธนู เมืองลพบุรี “หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” ! 

 เราเชื่อว่าเหล่าบรรดาคนชอบพระจะต้องถูกใจกันอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับสาระที่น่าสนใจในครั้งนี้พร้อมๆกันได้เลยดังต่อไปนี้ค่ะ  

ประวัติของ  หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” วัดโบสถ์โก่งธนู จังหวัด ลพบุรี 

ประวัติของ  หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” วัดโบสถ์โก่งธนู จังหวัด ลพบุรี 

สำหรับพระครูประสาทวรคุณหรือที่ใครหลายคนรู้จักท่านในนามหลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน นั้นเดิมที่ท่านมีชื่อว่า  พริ้ง เพ็งเพชร์ ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2443 ตรงกับวันศุกร์ที่ 2 เดือนพฤศจิกายนเป็นปีชวด ซึ่งเป็นวันขึ้น 11 ค่ำเดือน 12  ท่านเป็นชาวจังหวัดลพบุรีโดยกำเนิดเกิดที่บ้านคุ้งนามอญ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโก่งธนู เป็นบุตรชายของคุณพ่อดึก และคุณแม่แสง เพ็งเพชร์ หลวงพ่อพริ้งท่านมีพี่น้องร่วมสายเลือด  ทั้งหมด 6 คน ซึ่งหลวงพ่อท่านเป็นพี่ชายคนโต  มีน้องสาวชื่อว่านางผลบ ไข่หงส์ มีน้องชายชื่อว่านายกรู่เพลงรอด,นายโหน่งเพลงรอด, นายบ่าย เพ็งรอด และน้องสาวคนสุดท้องของท่านชื่อว่านางสาวสาคร เพ็งรอด ซึ่งต่อมาภายหลังหลวงพ่อพริ้งท่านก็ได้เปลี่ยนนามสกุลตามน้องชายของท่าน ที่ชื่อนายกรู่ซึ่งเป็นผู้ต้นคิดในการเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “เพ็งรอด” และใช้นามสกุลนี้มาโดยตลอด
 

 ในสมัยที่หลวงพ่อท่านยังเป็นเด็กอยู่นั้น คุณพ่อของท่านก็ได้นำท่านไปฝากไว้ที่สำนักของพระอาจารย์จาด ณ วัดไก่เตี้ย ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอบ้านแพรกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ได้เรียนหนังสือ ซึ่งวิชาที่ท่านได้เรียนในขณะนั้นก็คือวิชาอักษรภาษาไทยและภาษาขอมซึ่งเป็นวิชาที่ผู้คนจะต้องเรียนในยุคนั้นโดยเริ่มต้น หลวงพ่อพริ้งนั้นท่านเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศอีกทั้งยังหัวไวเรียนรู้ได้เร็วกว่าศิษย์คนอื่นๆที่เรียนในรุ่นเดียวกันจึงทำให้ท่านสำเร็จวิชาได้เร็ว 

แต่สมัยเด็กๆหลวงพ่อพริ้งท่านมักจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก จึงทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของท่านคิดว่าหากให้ท่านมาช่วยประกอบอาชีพทำไร่ทำนาก็คงจะไม่น่าไหว นั่นเป็นเหตุผลที่หลวงพ่อท่านจึงได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 13 ปี ท่านบทที่สำนักของพระอาจารย์จาด หลังจากที่ได้บวชแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนทางด้านเวทมนต์ เป็นพระอาจารย์คนแรกของท่านก็คือพระอาจารย์จาดซึ่งในยุคนั้น  พระอาจารย์จาดท่านค่อนข้างมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องนี้  

เข้าพิธีอุปสมบท  

เข้าพิธีอุปสมบท

และเมื่อหลวงปู่ท่านอายุได้20 ปีบริบูรณ์ท่านก็เข้าพิธีอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ 2463 ในวันที่ 2 เดือนเมษายน  ท่านบวชอยู่ที่วัดญาณเสน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรีที่ตำบลโก่งธนู อำเภอเมือง  ซึ่งพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อหลำ ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณเสนอยู่ พระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อแสนแห่งวัดญาณเสน  และพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อฝอยแห่งวัดญาณเสน และฉายาททางธรรมของหลวงพ่อพริ้งก็คือ “มณีธาโน” 

การศึกษาทางด้านพุทธาคมของหลวงพ่อพริ้ง  

การศึกษาทางด้านพุทธาคมของหลวงพ่อพริ้ง  

เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อย่างเต็มตัวแล้ว หลวงพ่อท่านก็มีความเคร่งครัดต่อการปฏิบัติ รวมถึงจริยวัตรอันงดงามเป็นคนพูดน้อย  และมักจะปฏิบัติอยู่ตลอด ซึ่งในขณะที่หลวงพ่อท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดญาณเสน ท่านก็ได้มีโอกาสออกเดินธุดงค์ติดตามพระอุปัชฌาย์ของท่านร่วมกับพระภิกษุองค์อื่นๆอีก 7 รูป 

ซึ่งในการออกเดินธุดงค์ครั้งนั้นหลวงพ่อพริ้งท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำในการออกปฏิบัติกรรมฐานธุดงควัตร  เนื่องจากหลวงพ่อหลำผู้เป็นพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้มองเห็นถึงสมาธิจิตอันแข็งกล้าของหลวงพ่อพริ้ง เห็นถึงกำลังจิตที่เข้มแข็งอย่างเด่นชัด จึงอนุญาตให้หลวงพ่อพริ้งท่านเดินธุดงค์ตามไปด้วย เพื่อจะได้ไปฝึกภาวนาวิปัสสนา ฝึกสมถะ รวมถึงฝึกกรรมฐานในครั้งนี้ 

โดยอุปนิสัยส่วนตัวของหลวงพ่อพริ้งนั้นท่านเป็นคนพูดน้อย และรักความสงบอีกทั้งยังมีความมุมานะและตั้งใจในการแสวงหาทางสงบเป็นเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ท่านยิ่งปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและเป็นเช่นนี้มาเสมอ ซึ่งหลวงพ่อพริ้งท่านจะยึดนำกิจธุดงค์มาปฏิบัติ ซึ่งหลวงพ่อท่านมีความตั้งใจและได้เปิดเผยถึงเรื่องราวเหล่านี้ให้กับพระอาจารย์ของท่านทั้งพระอาจารย์จาดและพระอาจารย์หลำทราบ  ตั้งแต่สมัยยังเป็นสามเณร  และเมื่อได้มีโอกาสออกเดินธุดงค์ท่านก็ปฏิบัติอย่างตั้งใจ 

ซึ่งการเดินธุดงค์นั้นพระอาจารย์จาดได้เคยให้เหตุผลกับหลวงพ่อพริ้งซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านว่า ผู้ที่จะออกธุดงควัตรเพื่อปฏิบัตินั้น กว่าจะได้มาซึ่งความสำเร็จมานั้นมิใช่เรื่องง่าย เนื่องจากจะต้องออกเดินธุดงค์ไปยังป่าลึกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายไม่ว่าจะภัยจากสัตว์ป่าอันร้าย รวมถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็น และดวงจิตต่างๆและดวงจิตต่างๆ ที่ยังไม่ได้หลุดพ้นจากวิบากกรรม อีกทั้งจะเรื่องของอาถรรพ์ต่างๆตามป่าดงพงไพรที่มีมากนัก และหนทางที่จะผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ได้ก็คือภาวะทางจิตอันแกร่งกล้า 

ซึ่งดวงจิตอันแกร่งกล้านั้นจะได้มาก็ต่อเมื่อการฝึก ดังนั้นการหมั่นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นสิ่งที่เพิ่มสมาธิให้เรามีปัญญาและมีพลังจิตที่แกร่งกล้าได้ ในเมื่อดวงจิตของเรามีความแกร่งกล้าสิ่งนั้นแหละจึงจะเป็นเกราะป้องกันตัวเรารวมถึงป้องกันภัยจากกิเลสต่างๆในใจทั้งหลายได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระอาจารย์ทั้งสองของท่านได้อบรมสั่งสอนท่านอย่างเสมอมา 

เมื่อผ่านในเรื่องของการทดสอบจิตใจจากพระอาจารย์ซึ่งก็คือหลวงพ่อหลำ จนเป็นผู้นำในการเดินธุดงค์แล้ว เป้าหมายแรกที่จะมุ่งไปก็คือภาคเหนือ น่าจะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเส้นทางในการไปถึงของยุคนั้นค่อนข้างเป็นไปด้วยความยากลำบากไม่ได้สบายเหมือนในปัจจุบัน รถลาในสมัยก่อนก็ไม่มี ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้เวลาน้อยๆในการเดินทางเลย ทั้งต้องเดินทางผ่านห้วยน้องคลองบึง ซึ่งระหว่างทางนั้นก็ย่อมเผชิญกับสัตว์นานาชนิดในป่า อีกทั้งยังจะต้องเข้าป่าดงพงไพรไปพบกับสิ่งต่างๆ ที่อาจมองไม่เห็นรวมถึงดวงวิญญาณที่ยังไม่ผ่านการหลุดพ้นในระหว่างการเดินทาง เมื่อค่ำที่ไหนก็ต้องนอนที่นั่น และต้องเจริญจิตภาวนาในทุกๆที่ 

การศึกษาทางด้านพุทธาคมของหลวงพ่อพริ้ง  

รวมถึงการแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยามเช้าก็ต้องเก็บเครื่องอัฐบริขาร เจริญภาวนาและออกเดินทางต่อ อยู่เช่นนี้จนกว่าจะไปถึงกับจุดหมายซึ่งก็คือภาคเหนือ ในปัจจุบันเราขับรถยนต์จากจังหวัดลพบุรีไปยังจังหวัดที่อยู่ภาคเหนือกี่กิโลเมตร ซึ่งแน่นอนว่าในยุคที่หลวงพ่อพริ้งท่านเดินธุดงค์นั้นท่านเดินทางเท้า และถึงแม้ว่าจะพบกับอุปสรรคต่างๆในระหว่างการเดินทางมาอย่างมากมายแต่หลวงพ่อท่านก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง 

รวมถึงได้พบกับพระอาจารย์ผู้มีวิชาอีกหลายท่าน ที่เมืองปากน้ำโพ และได้แลกเปลี่ยนทัศนะความรู้ด้านทางธรรมต่อกัน จนทำให้ท่านนำมาต่อยอดวิชาอาคมรวมถึงทางด้านพลังจิตให้ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งหลวงพ่อพริ้งท่านได้วิชา ตัดสายรุ้งละลายเมฆ  วิชาบังไพร มาจากหลวงพ่อพวงแห่งวัดหนองกระโดน ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าวิชาบังไพรนี้หลวงพ่อพริ้งท่านได้นำมาใช้ในขณะที่มีโขลงช้างเข้ามาใกล้กับบริเวณที่ท่านปักกลดในขณะกำลังออกเดินธุดงค์ 

ซึ่งนับได้ว่าท่านเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคม และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวจังหวัดลพบุรีในยุคก่อนอย่างมาก เรียกได้ว่าแทบทั้งชีวิตของท่านนั้นอุทิศให้กับพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง หลวงพ่อพริ้งท่านมรณภาพในปีพ.ศ 2527 รวมสิริอายุได้ 84 ปี 64 พรรษา  

การศึกษาทางด้านพุทธาคมของหลวงพ่อพริ้ง  

อย่างไรก็ตามพวกเราทีมงานหวังยังยิ่งว่าเรื่องราว ประวัติพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าผู้ทรงวิทยาคม แห่งวัดโบสถ์โก่งธนู เมืองลพบุรี “หลวงพ่อพริ้ง มณีธาโน” ! นี้ จะทำให้คนรักพระชื่นชอบและถูกใจกันนะคะ  แล้วกลับมาพบกับพวกเราได้ใหม่ในบทความครั้งต่อไป ขอให้ท่านร่ำรวย มีความสุข และสุขภาพแข็งแรงค่ะ  

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter