เปิดประวัติความเป็นมา “พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย แห่ง วัดสวนขัน)” เทพเจ้าของชาวปักษ์ใต้! 

ประวัติพระ

หัวข้อ

หากมีใครถามว่าการขนานนานที่ว่า เทพเจ้าของคนใต้นั้นหมายถึงใคร แน่นอนว่าเรานักนิยมสะสมพระเครื่องชาวใต้ จะต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พ่อท่านคล้าย  จันทสุวัณโณ” นั่นเอง ! และเชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอนจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้เราจะพาคุณไป เปิดประวัติความเป็นมา “พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย แห่ง วัดสวนขัน)” เทพเจ้าของชาวใต้!  ซึ่งเราจะมาบอกถึงประวัติความเป็นมาของท่านให้คุณได้ทราบโดยละเอียดเพราะเราเชื่อว่าถึงแม้ท่านจะมีชื่อเสียงโด่งดังแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทราบถึงที่มาหรือรู้จักประวัติส่วนตัวของท่าน ดังนั้นหากคุณอยากทราบว่าเรื่องราวความเป็นมาในครั้งนี้จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างต้องอย่ารอช้าเราไปชมสิ่งที่น่าสนใจพร้อมๆกันได้เลยดังต่อไปนี้

ประวัติของพ่อท่านคล้าย จันทสุวรรณโน

ประวัติของพ่อท่านคล้าย จันทสุวรรณโน

สำหรับพระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือที่ใครมักจะรู้จักกันดีในนามพ่อท่านคล้าย จนฺทสุวณฺโณ ฉันเกิดในช่วงปีพ.ศ. 2417 ในวันที่ 27 มีนาคมซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำปีชวดเป็นวันอังคาร ท่านเป็นชาวตำบลช้างกลาง บ้านโคกทือ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาของท่านชื่อว่านายอินทร์ สีนิล และมารดาของด้านชื่อว่านางเหนียว สีนิล และถ้ายังไงพี่สาวหนึ่งคนซึ่งมีนามว่านางเพ็ง  เมื่อครั้งที่ท่านยังเด็กท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนหนังสือทั้งภาษาไทยและร่ำเรียนเกี่ยวกับอักขระขอมตั้งแต่มีอายุได้ 10 ปี และท่านได้ร่ำเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับอาจารย์ขำ ซึ่งเป็นอดีตจะเอาวาดวัดจันดี หรือในปัจจุบันเรียกกันว่าวัดทุ่งบอน และอาจารย์ขำท่านนี้ก็ได้ตั้งสำนักเพื่อทำการสอนหนังสือให้กับเด็กๆในยุคนั้น 

เมื่อพ่อท่านคล้ายอายุได้ประมาณ 14 – 15 ปี ระหว่างที่ท่านกำลังเดินทางไปหาพี่สาวที่จังหวัดกระบี่ ท่านได้ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ และอีกส่วนนึงท่านก็ได้รับอุบัติเหตุจากการที่ถูกต้นไม้หล่นลงมาทับจนถึงขั้นกระดูกแตกบริเวณหลังเท้าทำให้ต่อมาต้องทำการตัดปลายเท้าจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเดินเหินนั้นไม่ค่อยสะดวกมากนัก จึงทำให้ท่านนำไม้ไผ่มาสวมที่บริเวณเท้าเพื่อทำให้การเดินสะดวกมากขึ้น 

หลังจากที่ท่านได้กลับมาอาศัยอยู่กลับคุณลุงและคุณป้าของท่านณอำเภอฉวาง บ้านทุ่งพลี ท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อที่สำนักของพระอาจารย์ทองซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอฉวาง ณ วัดม่วง ฉันในครั้งนั้นท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนทางด้านคำนวณตัวเลขและได้เรียนหนังสือภาษาไทยหลักภาษาขอมซึ่งทั้งสามสิ่งนี้ท่านได้ร่ำเรียนจนมีความเชี่ยวชาญและแตกฉานและพร้อมพร้อมกับได้ทำการฝึกท่องปาติโมกข์จนมีความคล่องแคล่วและสามารถทำได้อย่างแม่นยำมาก 

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

ครั้นเมื่ออายุครบบวชท่านก็เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดม่วง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านอายุได้ 20 ปีเต็มซึ่งตรงกับปีพ.ศ. 2437 ซึ่งพระผู้เป็นพระอุปประชาของท่านก็คือพระอาจารย์กรายซึ่งในขณะนั้นท่านได้เป็นจะเอาวาสแห่งวัดหาดสูง และพระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของท่านก็คือพระอาจารย์สังข์ ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดไม้เรียง และพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์จารย์ของท่านก็คือ พระอาจารย์ทองซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดม่วง ซึ่งทายาทของท่านก็คือ จนฺทสุวณฺโณ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้ที่มีวรรณงดงามดุจพระจันทร์ และสำหรับพระผู้เป็นพระอาจารย์ผู้ให้สีให้สรณคมน์ก่อนทำพิธีอุปสมบทก็คือพระอาจารย์ล้อม แห่งวัดวังม่วง 

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

โดยอุปนิสัยเดิมของท่านเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ เมื่อครั้งได้บวชก็ทำให้ท่านมีความเคร่งครัดต่อการปฎิบัติอย่างมาก ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสไปศึกษาทางด้านภาษาบาลีในอำเภอเมือง ที่วัดหน้าพระบรมมาธาตุซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ. 2441 ซึ่งสำนักเรียนแห่งนี้เป็นสำนักด้านปริยัติทำขนาดใหญ่ของจังหวัด ซึ่งพ่อท่านคล้ายได้มีโอกาสร่ำเรียนอยู่ณที่แห่งนี้ในเราราวระยะเวลาสามปีซึ่งเรียนเกี่ยวกับมูลกัจจายน์ โดยมีพระครูกาแก้ว(ศรี) เป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับท่านซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ หลังจากที่ได้ร่ำเรียนอย่างตั้งอกต้องตั้งจัยก็ทำให้ท่านสามารถแปลภาษาบาลีได้อย่างแตกฉาน อีกทั้งยังศึกษาเล่าเรียนทางด้านพุทธาคมและวิปัสสนากรรมฐานเพิ่มเติมค่ะโดยพูดที่ถ่ายทอดให้ท่านก็คือพระอาจารย์กราย และสำเร็จวิชาในสถานที่แห่งนี้ท่านก็เดินทางมาจำพรรษาที่วัดจันดีต่อ แต่ก็ไม่ได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดตลอดเวลาเพราะท่านมักจะออกเดินธุดงค์อยู่เสมอ 

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

หลังจากนั้นอีกไม่นานท่านก็ได้เดินทางกลับไปยังวัดหาดสูง และจำพรรษาที่นั่นพร้อมกับศึกษาทางด้านวิทยาการต่างๆ โดยพระอาจารย์ที่เป็นผู้ถ่ายทอดเพิ่มเติมให้ท่านก็ยังคงเป็นพระอาจารย์กรายที่เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์และไปในจังหวัดสงขลาอำเภอระโนดไปยัง ณ วัดมะขามเฒ่า และในช่วงปีพ.ศ 2448 ท่านก็ได้เดินทางกลับมายังวัดจันดี แต่ต่อมาในเวลาไม่นานท่านก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดสวนขัน ในอำเภอฉวางเมื่อได้รับตำแหน่งแล้วท่านก็ทำการพัฒนาวัดสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากรวมถึงปกครองดูแลวัดเป็นอย่างดี

ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูพิศิษฐ์อรรถการ ในช่วงปีพ.ศ. 2483 และถึงแม้ว่าท่านจะได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนที่เรียกท่านว่าพ่อท่านคล้ายอยู่เช่นเดิม นอกจากท่านจะเป็นพระผู้ประพฤติปฏิบัติให้สมกับการครองสมณเพศแล้ว ท่านยังมีความศักดิ์สิทธิ์มากโดยเฉพาะทางด้านวาจา อีกทั้งยังมีญาณอย่างรู้ที่สามารถล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ภายภาคหน้าได้

 จึงทำให้เกียรติคุณของท่านค่อนข้างขจรไปไกล ทำให้ผู้คนและพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งภาคใต้รู้จักและเลื่อมใสท่านอย่างมาก และถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพลงไปหลายปีแล้ว ซึ่งท่านได้มรณภาพในช่วงปี 2513 รวมสิริอายุได้ประมาณ 96 ปีและท่านครองพรรษาได้อย่างยาวนานถึง 75 พรรษา แต่ชื่อเสียงของท่านก็ยังคงอยู่และยังคงมีคนรุ่นหลังอย่างเช่นพวกเราชาวส่องพระที่ยังคงระลึกถึงอยู่เสมอ นอกจากนี้สรีระของท่านยังคงบรรจุอยู่ในโรงแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดพระธาตุน้อย หากใครได้มีโอกาสไปยังภาคใต้ก็สามารถไปกราบนมัสการได้และวัดพระธาตุน้อยแห่งนี้ คือวัดที่พ่อท่านคล้ายได้สร้างเอาไว้และในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่

ความอัศจรรย์ลุ่มแม่น้ำอีปัน

ความอัศจรรย์ลุ่มแม่น้ำอีปัน

และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปจนถึงอำเภอพระแสงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และไปถึงวัดสามพัน เมื่อไปถึงที่นั่นท่านก็ได้ร่ำเรียนและศึกษาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานซึ่งผู้ที่ถ่ายทอดให้ทางก็คือพระอาจารย์หนู และมีเรื่องที่ถูกเล่าต่อๆกันมาถึงวัดสามพรานแห่งนี้ว่า ครั้งหนึ่งในขณะที่พ่อท่านคล้ายยังคงจำพรรษาอยู่นั้น ท่านเป็นผู้นำให้ชาวบ้านพากันช่วยสร้างสะพานเพื่อข้ามแม่น้ำอีปัน และแม่น้ำแห่งนี้ค่อนข้างเป็นที่เลื่องลือกันมากว่ามีจระเข้ชุกชุมและดุมากซึ่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพากันกลัว เมื่อเป็นเช่นนั้นพ่อท่านคล้ายกันจึงได้บริกรรมคาถาโดยลงแพลูก บวบต้นกล้วยพร้อมกับทำการหว่านทรายเสกไปทั่วบริเวณนั้นเพื่อให้จระเข้ไม่มารบกวน และก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างมากเนื่องจากหลังจากจบพิธีแล้วจระเข้ก็หายไปจากแม่น้ำอีปันแห่งนี้และไม่มารบกวนจริงๆ จึงทำให้ชาวบ้านและผู้คนในละแวกนั้นยิ่งเลื่อมใสศรัทธาได้เพราะท่านคล้ายมากยิ่งขึ้น

จบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับเรื่องราวของ ปิดประวัติความเป็นมา “พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย แห่ง วัดสวนขัน)” เทพเจ้าของคนใต้ ! ที่นำมาฝากกันไปเมื่อสักครู่นี้อย่างไรก็ตามพวกเราทีมงานหวังอย่างยิ่งว่าเรื่องราวนี้จะเป็นประโยชน์และคุณจะชื่นชอบกันนะคะแล้วก็มาพบกับพวกเราได้ใหม่ในบทความกันต่อไปสำหรับวันนี้ต้องขออนุญาตลากันไปก่อนค่อยคุณโชคดีและมีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะสวัสดีปีใหม่ค่ะ

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter