ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์ที่ชาวเมืองพิจิตรเคารพศรัทธา “หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต” ! 

พระเกจิอาจารย์ที่ชาวเมืองพิจิตร

หัวข้อ

หากมีใครถามถึงพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าชื่อดังพระผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมืองจังหวัดพิจิตร เห็นทีคงต้องมีผู้คนที่นึกถึงหลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต ขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆอย่างแน่นอน และในครั้งนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์ที่ชาวเมืองพิจิตรเคารพศรัทธา “หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต” ! ซึ่งจะพาคุณมาทราบถึงประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของท่าน ไปพร้อมๆกับรายละเอียดอื่นๆที่น่าสนใจในครั้งนี้ ด้วยเช่นกันและเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปอ่านรายละเอียดพร้อมๆกันเลยดีกว่า 

ประวัติความเป็นมาของ หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต

ประวัติความเป็นมาของ หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต

สำหรับพระเกจิอาจารย์ผู้มีนามว่า หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต นั้น เดิมที่ท่านมีชื่อว่านายเสถียร ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2399 ตรงกับวันเสาร์เดือน 4 เป็นปีขาล ท่านเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์เกิดที่บ้านตลิ่งชัน ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลชอนไพรของอำเภอเมือง คุณพ่อของท่านมีชื่อว่าในทองและคุณแม่ของท่านชื่อว่านางปลิด ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 5 คนซึ่งท่านเป็นบุตรคนที่ 3 ของบิดามารดา  

ในช่วงที่ท่านยังเป็นเด็กอยู่นั้นเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีความฉลาดอย่างมากมีความจำเป็นเลิศ เมื่อมีอายุได้ประมาณ 12 ปีก็เกิดมีความคิดอยากบวชเป็นสามเณร เนื่องจากศรัทธาภายในที่มีเป็นเดิมอยู่แล้ว สิ่งใดขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่เพื่อที่จะเข้าพิธีบวชเป็นสามเณรและคุณพ่อกับคุณแม่ของท่านก็อนุญาตจึงบวชในช่วงปีพ.ศ 2411 การบวชของท่านบวชที่วัดทุ่งเรไร  และหลังจากบวชท่านก็ได้มีโอกาสร่ำเรียนทางด้านอักษรกับท่านสมภาร เรียนจนสามารถอ่านออกและเขียนได้มีความชำนาญทางด้านภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาขอมหรือภาษาไทยท่านก็สามารถอ่านเขียนได้หมดนอกจากนี้ท่านยังมีความขยันในการอ่านอย่างมาก จากที่เคยชื่อว่าเสถียร ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นเขียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

เข้าพิธีอุปสมบท 

เข้าพิธีอุปสมบท 
เข้าพิธีอุปสมบท 

หลวงพ่อเขียนนั้นทานข้าวพิธีอุปสมบทเพื่อบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์เมื่ออายุได้ประมาณ  20 ปีบริบูรณ์ซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ 2420  ท่านบวชอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์บวชอยู่ที่วัดภูเขาดินตึงตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆกับแม่น้ำป่าสัก   โดยพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านในครั้งนั้นก็คือพระอาจารย์ประดิษฐ์ และถ้าผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือพระอาจารย์สอนและพระอาจารย์ทอง ซึ่งฉายาทางธรรมที่ท่านได้รับก็คือ   “ธมฺมรักขิโต”

หลังจากที่บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้ประมาณพรรษา บิดาของท่านก็ได้รบเร้าท่านเนื่องจากต้องการให้ท่านสึกออกมาแต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านอยากได้มาเป็นลูกสะใภ้ แต่หนูก็เขียนท่านก็ได้ปฏิเสธ เพราะต้องการให้หลุดพ้นจากความยุ่งยากนี้ ท่านออกเดินทางไปยังจังหวัดพิจิตรเพื่อเยี่ยมญาติอยู่ที่อำเภอบางมูลนากที่บ้านวังตะกู ซึ่งในช่วงนั้นวัดแห่งนี้ก็ไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เลยในปีนั้นจึงได้นิมนต์ให้หลวงพ่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ 

หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็ได้เดินทางไปยังจังหวัดลพบุรีเพื่อไปศึกษาทางด้านปริยัติธรรมอยู่ที่วัดเสาธงทอง โดยพระผู้เป็นพระครูที่สอนท่านก็คือพระอาจารย์ทอง ซึ่งท่านได้ศึกษาเล่าเรียนและจำพรรษาอยู่ที่วัดเสาธงทอง เป็นระยะเวลาประมาณ 9 พรรษา ก่อนที่จะกลับลาพระอาจารย์ทองเพื่อไปศึกษาต่อยังจังหวัดกรุงเทพฯและเมื่อเข้ามาในจังหวัดกรุงเทพมหานครฉันก็ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดรังษีซึ่งในขณะนั้นผู้ที่เป็นเจ้าอาวาสก็คือเจ้าคุณธรรมกิตติ และท่านก็ได้ร่ำเรียนสมความตั้งใจที่เดินทางมาซึ่งท่านได้เรียนวิปัสสนาธุระกับคณะไปพร้อมกันและท่านก็ได้ลงมือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนานถึง 16 พรรษา

เข้าพิธีอุปสมบท 

และหลังจากที่วัดรังสีแห่งนี้ได้ย้ายจากมหานิกายเข้าสู่วัดธรรมยุตินิกาย ท่านจึงได้อำลาจากวัดรังษีเนื่องจากท่านไม่ต้องการการเปลี่ยนนิกาย และด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้เดินทางกลับมายังจังหวัดลพบุรีและได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดธงทองอีกครั้ง และเมื่อจำพรรษาอยู่ได้อีกประมาณ 9 พรรษา ชาวบ้านญาติโยมรวมถึงกำนันที่ตำบลวังตะกูก็ได้เดินทางมาเพื่อขอนิมนต์หลวงพ่อให้กลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกูอีกวาระ 1 หลวงพ่อท่านก็รับนิมนต์อย่างไม่ปฏิเสธและก็ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกูตั้งแต่ ณ ครั้งนั้น 

อุปนิสัยโดยส่วนตัวแล้วท่านเป็นคนรักสัตว์และมีเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม ครั้งหนึ่งม้าที่ผู้คนมาที่มีผู้นำมาถวายให้กับหลวงพ่อ ซึ่งเป็นมาที่ค่อนข้างดุแต่หลวงพ่อก็รับไว้มิได้ขัดศรัทธาแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งมันที่หลวงพ่อเขียนท่านจูงม้าไปยังสระน้ำมักเกิดคึกคะนองและไม่รู้นึกอย่างไรจึงได้หันมากัดที่นภาของหลวงพ่อเขียน ชาวบ้านเห็นเช่นนั้นก็พากันหาไม้อะไรหวดเจ้าหมาดุที่มีชื่อว่าอ้ายเขียว  แต่เมื่อหลวงพ่อเห็นเช่นนั้นก็ห้ามไม่ให้ชาวบ้านทำร้ายมา และก็พูดว่า “อ้ายเขียว มันลองหลวงพ่อน่อ” 

การมาจำพรรษาที่ วัดสำนักขุนเณร

การมาจำพรรษาที่ วัดสำนักขุนเณร
การมาจำพรรษาที่ วัดสำนักขุนเณร

หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากวัดเดิมที่ท่านจำพรรษาอยู่นั้น กำนัน เถาว์ ทิพย์ประเสริฐ แห่งบ้าน สำนักขุนเณร กูมีความเคารพนับถือหลวงพ่อเขียนอย่างมาก จึงมาพร้อมกับคณะ เพื่อนนิมนต์ให้หลวงพ่อท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาเณร ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากวัดเดิมห่างกันดูแล้วไม่เกิน 5 กิโลเมตร ซึ่งขณะที่ไปนิมนต์หลวงพ่อให้มาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณรก็ได้บอกกับหลวงพ่อและรับปากเอาไว้ว่า จะพากันสร้างกุฏิพร้อมกับจะทำคอกม้าที่สามารถจะเลี้ยงม้าทั้ง 70 ตัว ของหลวงพ่อเอาไว้ได้อย่างสบายๆ 

เมื่อหลวงพ่อมองเห็นเจตนาที่ดีของกลุ่มผู้ที่มานิมนต์ หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใดแล้วก็รับนิมนต์จากนั้นก็เดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร  แต่สำหรับกับวัดเก่าอย่างวัดวังตะกูก็ไม่ได้ขัดกันแต่อย่างใดและถึงแม้ว่าใครจะเป็นอย่างไรท่านก็อยู่ของท่านกับมาอีก 70 ตัวเช่นเดิมในสถานที่แห่งใหม่ซึ่งก็คือวัดสำนักขุนเณร 

ถัดมาในช่วงปีพ.ศ 2493 หลังจากที่หลวงพ่อท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณรแล้ว ด้วยความอาลัยคณะทายกก็ได้กลับมานิมนต์ให้หลวงพ่อไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดวังตะกูเช่นเดิมแต่หลวงพ่อก็กลับไปจำพรรษาอยู่เพียง 1 สัปดาห์แล้วก็กลับมาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณรตามเดิม 

หลวงพ่อเขียนท่านมรณภาพลงในช่วงปีพ.ศ 2507 ตรงกับวันที่ 21 เดือนธันวาคมรวมสิทธิอายุได้ 108 ปี จากท่านชราภาพมากแล้วและไม่ค่อยที่จะฉันภัตตาหารได้จึงทำให้ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง นอกจากนี้ลูกศิษย์ทั้งหลายก็ได้พยายามพาหลวงพ่อเขียนไปทำการรักษา ที่สถานพยาบาลแต่ด้วยภาวะชราและโรคที่กำเริบจนทำให้ทีมแพทย์ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถรั้งชีวิตของหลวงพ่อท่านไว้ได้ และในที่สุดหลวงพ่อท่านก็จากไปด้วยอาการสงบ  จึงสร้างความโศกเศร้าไม่น้อยให้กับเหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาได้ญาติโยมที่เคารพศรัทธาท่าน  จึงนับได้ว่าหลวงพ่อเขียนนั้นท่านเป็นอีกหนึ่งพระผู้มีเมตตาธรรมสูงไม่ว่าจะกับคนสัตว์ใดๆก็ตามท่านก็ยังคงมีเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งจริงๆ 

เรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน 

เป็นเรื่องน่าแปลกที่มีคนร้ายกลุ่มนึงพยายามที่จะขโมยของวัดซึ่งเป็นวัตถุมงคลที่หลวงพ่อเขียนท่านได้สร้างขึ้น โดยเหล่าบรรดาคนร้ายได้ขับรถเพื่อเตรียมที่จะยกของขึ้นรถแต่กลับกลายเป็นเปิดประตูรถของตัวเองไม่ได้ จะใช้เวลาทำการเปิดรถจนเกือบเช้า จึงทำให้ของที่พวกเขาต้องการจะขโมยนั้นต้องเอาไปซ่อนไว้ และในที่สุดหลังจากที่พวกเขาเปิดรถได้ก็เป็นยามเช้าพอดี ซึ่งช่วงนั้นชาวบ้านก็กำลังพากันมาทำบุญที่วัด จึงทำให้กลุ่มคนร้ายไม่ได้นำของที่ตั้งใจมาขโมยเอากลับไป แต่รีบพากันเปิดประตูรถแล้วขับรถหนีออกจากวัดแทน เหตุการณ์นี้เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมา 

เรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน 

แล้วพบกันใหม่กับบทความในครั้งต่อไปนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอฝากเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์ที่ชาวเมืองพิจิตรเคารพศรัทธา “หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต” ! กันไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้คุณโชคดีและสุขภาพแข็งแรงในทุกๆวันค่ะ  

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter