ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์ที่ชาวสระบุรีเคารพ “หลวงพ่อย้อย ปุญญมี” แห่งวัดอัมพวัน

หลวงพ่อย้อย-ปุญญมี

หัวข้อ

หากมีใครถามถึงพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าแห่งเมืองสระบุรีเชื่อว่าจะต้องมีชื่อของหลวงพ่อย้อย ปุญญมี อยู่ในบทสนทนาเป็นอันดับต้นๆอย่างแน่นอนซึ่งหลวงพ่อย้อยนั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่ชาวจังหวัดสระบุรีเคารพศรัทธาอย่างมาก และวันนี้เราจะพาคุณมาทราบถึง ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์ที่ชาวสระบุรีเคารพ “หลวงพ่อย้อย ปุญญมี” แห่งวัดอัมพวัน เพราะเราเชื่อว่าจะต้องเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านที่ต้องการทราบถึงประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อย้อยกันอย่างแน่นอน ในครั้งนี้เราจะมาพูดถึงพระเครื่องของท่านที่ยังคงมีคนรุ่นหลังเล่นหากันอยู่ เรียกได้ว่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อท่านค่อนข้างได้รับความนิยมและยังคงมีคนถามถึงกันเป็นอย่างมาก  เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับรายละเอียดที่น่าสนใจเหล่านี้ไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะ 

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อย้อย ปุญญมี 

แห่งวัดอัมพวัน เมืองสระบุรี  

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อย้อย ปุญญมี 

สำหรับหลวงพ่อย้อยนั้น เดิมทีท่านมีชื่อว่าย้อย ในส่วนของนามสกุลนั้นไม่ได้มีระบุเอาไว้ในข้อมูลใดๆ ถ้าเพียงว่าหลวงพ่อท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2435 ซึ่งตรงกับปีมะโรงในวันที่ 1 เดือนกรกฎาคม ท่านเกิดอยู่ที่บ้านโรงเหล้าซึ่งอดีตนั้นมีชื่อว่าบ้านอัมพวัน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเสาไห้ของจังหวัดสระบุรี ท่านเป็นบุตรของคุณพ่อนิ่มและคุณแม่แป๋ คุณแม่แป๋ผู้เป็นมารดาของหลวงพ่อย้อยนั้นท่านเป็นลูกครึ่งเป็นรูปของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในอำเภอหนองแซงของจังหวัดสระบุรี 

ในช่วงที่หลวงพ่อย้อยท่านยังเด็กอยู่นั้นท่านได้มีโอกาสเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มันเป็นการศึกษาที่สูงสุดในยุคสมัยนั้น ท่านเรียนจบจากโรงเรียนวัดวังแดงเหนือ  ที่ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าเรือของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นเมื่ออายุได้ประมาณ 16 ปีกว่าๆหลวงพ่อท่านก็เข้าพิธีบรรพชาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดอัมพวัน ตามที่เราได้กล่าวเอาไว้เมื่อสักครู่นี้ว่าวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเสาไห้ของจังหวัดสระบุรีนั่นเอง โดยพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือพระครูสาแห่งวัดวังแดงเหนือ  

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อย้อย ปุญญมี 

และเมื่ออายุครบบวชท่านก็ได้เข้าพิธีอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อย่างเต็มตัว  ในช่วงปีพ.ศ 2456 ตรงกับวันที่ 17 เดือนมิถุนายน  โดยมีพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ก็คือพระครูสาแห่งวัดวังแดงเหนือเช่นเดิม ส่วนพระผู้เป็นพระกรรมวาจาอาจารย์ให้กับท่านก็คือพระใบฎีกาโป๋ แห่งวัดวังแดงเหนือ และสำหรับพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ของท่านก็คือพระใบฎีกานาค แห่งวัดสมุหประดิษฐาราม (ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในอำเภอเสาไห้ของจังหวัดสระบุรีเช่นกัน) ซึ่งหลวงพ่อย้อยท่านก็ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ปุณญมี”   

เมื่อหลวงพ่อย้อยท่านได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมควบคู่ไปกับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ท่านมีความมุมานะในการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก อีกทั้งยังได้มีโอกาสศึกษาทางด้านวิทยาคมโดยได้รับการถ่ายทอดจากหลวงพ่อโป๋ แห่งวัดวังแดงเหนือ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของท่าน ที่เป็นครูผู้สอนให้ ซึ่งท่านผู้นี้คือพระอาจารย์ของหลวงพ่อย้อยนั้นเอง นอกจากนี้หลวงพ่อย้อยท่านยังศึกษาตำราต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย 

ตำแหน่งเจ้าอาวาส แห่งวัดอัมพวัน  

ตำแหน่งเจ้าอาวาส แห่งวัดอัมพวัน  

หลวงพ่อย้อยนั้นท่านได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดอัมพวันในช่วงปีพ.ศ 2461 เห็นท่านเป็นพระภิกษุที่มีความเคร่งครัดและเจริญด้วยความเมตตากรุณาต่อผู้คนรวมถึงสัตว์ต่างๆ เป็นผู้ทรงศีลที่แท้จริง เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนมายังที่วัดอัมพวันเพื่อมานมัสการมาหาหลวงพ่อย้อย จะสังเกตเห็นอยู่ตลอดว่า ทุกครั้งที่หลวงพ่อย้อยท่านฉันภัตตาหาร ไม่ว่าจะเช้าหรือเพล ก็มักจะมีน้องหมาน้องแมวทั้งหลายอยู่รอบหลวงพ่อย้อยเสมอ บางทีก็อยู่รอบสำรับกับข้าวด้วยเช่นกัน แต่หนูก็ย้อยท่านก็ไม่เคยไล่ไปไหน  ทั้งยังฉันไปและให้อาหารหมาแมวไปด้วย ยังไม่แสดงท่าทีรังเกียจใดๆ ท่านค่อนข้างมีจิตเมตตาต่อสัตว์อย่างมาก 

อีก 1 ประการที่หลวงพ่อย้อยท่านมักจะเป็นอยู่เสมอกับลูกศิษย์ลูกหาก็คือ  การที่ท่านไม่เคยขัดต่อศรัทธาลูกศิษย์เลย ไม่ว่าใครจะไปกราบนมัสการไปหา งั้นก็ยินดีต้อนรับเสมอ และเมื่อใดที่ใครไปขอให้ท่านทำน้ำมนต์ให้ท่านก็มักจะทำให้อยู่เสมอ พร้อมกับปลุกเสกเครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลต่างๆให้กับลูกศิษย์เพื่อให้ได้มีเก็บไว้ติดตัวสำหรับปกป้องคุ้มครองลูกศิษย์ลูกหาของท่าน ท่านมักจะช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากและแม้ท่านจะมีวิทยาคมแต่ก็ใช้เฉพาะในทางที่ถูกต้องเท่านั้น 

อีกหนึ่งประการที่ลูกศิษย์ลูกหามักจะทราบกันดีก็คืออาการประสาทหูเสีย ของหลวงพ่อท่าน  หรือพูดง่ายๆว่าหลวงพ่อย้อยท่านมีอาการหูหนวก จึงค่อนข้างมีสมาธิที่ดีกว่าปกติ เพราะไม่ค่อยจะได้ยินเสียงอะไรมากนักจึงไม่กลายเป็นที่รบกวนแม้ใครจะทำเสียงดังอยู่ใกล้ๆ  

ตำแหน่งเจ้าอาวาส แห่งวัดอัมพวัน  

ท่านมรณภาพลงในช่วงปีพ.ศ 2525 ในวันที่ 19 เดือนธันวาคมรวมศิริอายุได้ 90 ปี ในพรรษาที่ 69  ซึ่งหลังจากที่หลวงพ่อท่านมรณภาพลงสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นก็คือสังขารของหลวงพ่อย้อยท่านไม่ได้เน่าเปื่อยไปเหมือนบุคคลทั่วไป ทางวัดอัมพวันจึงนำสังขารเอาไปบรรจุเอาไว้ในโรงแก้วเพื่อให้ประชาชนชาวไทยยังคงได้มาสักการะขอพรกันอยู่  

และถึงแม้ว่าท่านจะได้จากโลกนี้ไปนานแล้วแต่ในทุกๆปีทางวัดจะนำสรีระสังขารของหลวงพ่อท่าน ออกมาทำความสะอาดและปิดทอง พร้อมกับเปลี่ยนสบงและจีวรใหม่ ในพิธีนี้มักจะมีผู้คนเข้าร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  

วัดอัมพวัน 

วัดอัมพวัน 

สำหรับวัดอัมพวันนั้นตั้งอยู่ที่อำเภอเสาไห้ของจังหวัดสระบุรี พื้นที่ของวัดนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งทางฝั่งตรงข้ามนั้นจะเป็นที่ว่าการอำเภอ แต่จะอยู่ในตำแหน่งที่เยื้องออกไปเล็กน้อยทางลำน้ำ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นวัดอัมพวันวัดแห่งนี้มีชื่อว่าวัดม่วงล้อม เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงวัดนั้นจะอุดมไปด้วยต้นมะม่วงขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่ตั้งอยู่รายล้อมบริเวณวัด จึงเป็นวัดม่วงล้อมประหนึ่งว่าต้นมะม่วงล้อมเอาไว้อาลัยทำนองนั้น 

ซึ่งในยุคนั้นมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่ในวิหาร ขนาดประมาณ 110 cm และมีความสูงถึง 145 cm ซึ่งได้พบหลักฐานที่ปรากฏเอาไว้ว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมีความเก่าแก่ไม่น้อยหากนับอายุรวมๆก็คาดว่าน่าจะประมาณราวๆ 400 ปีเห็นจะได้ แต่ในปัจจุบันละแวกนี้ก็มีผู้คนมาขอปลูกบ้านอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมากแล้วไม่ได้เหมือนยุคสมัยก่อน 

วัดอัมพวัน 

ซึ่งในช่วงต่อมาได้มีพระครูจากเมืองวัดเขาแก้วผู้มีนามว่าพระครูติ๊บ ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้และได้สร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นรวมถึงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดม่วงล้อมใหญ่แห่งนี้ให้ใหม่ขึ้นและใช้งานได้ รวมถึงอุโบสถและวัตถุสถานทั้งหลาย จากนั้นก็มอบชื่อวัดให้ใหม่ และมีชื่อว่า “วัดอัมพวัน” ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา ซึ่งมีหลวงตาจั่นเป็นเจ้าอาวาส ในยุคนั้น  และหลังจากที่หลวงตาท่านมรณภาพลง  หลวงพ่อย้อยท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นรับตำแหน่งเจ้าอาวาส  เนื่องจากหลวงพ่อย้อยนั้นท่านเป็นพระผู้ใจดีและไม่มีความโกรธใดๆต่อใครทั้งสิ้น  ท่านมักจะยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ  

ทั้งยังมีความเมตตามีบารมีผ่องใสในตัวที่ใครก็สามารถทราบถึงสิ่งนี้ได้โดยไม่ต้องตั้งคำถามใดๆมากมาย  กินข้าวยังมีสมาธิแก่กล้ามีพิทยาคมอย่างเข้มขลังจนเป็นที่เลื่องลือในเรื่องนี้อย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกศิษย์ลูกหาที่มักจะไปขอของดีจากท่าน ไปขอวัตถุมงคลจากท่านก็มักจะร่ำลือและเล่าขานต่อๆกันมาว่าพุทธคุณของวัตถุมงคลท่านนั้นมีความเป็นเลิศอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะทางด้านเมตตามหานิยม  และนั่นก็เพราะการสร้างพระของท่านท่านทำตามกรรมวิธีโบราณและปลุกเสกตามตำราโบราณ ตามที่ท่านได้เล่าเรียนมา   

วัตถุมงคลของ หลวงพ่อย้อย ปุญญมี วัดอัมพวัน จังหวัดสระบุรี 

วัตถุมงคลของ หลวงพ่อย้อย ปุญญมี วัดอัมพวัน จังหวัดสระบุรี 

เรียกได้ว่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อย้อย ปุญญมี นั้นท่านครับเป็นที่นิยม และถูกถามถึงกันเป็นอย่างมากแม้ในปัจจุบัน และพระเครื่องที่มักมีผู้คนถามถึงมากที่สุดเห็นทีน่าจะเป็นเหรียญรุ่นแรกกับเหรียญเสมา ซื้อเหรียญเสมานั้นค่อนข้างได้รับความนิยมสูง เป็นเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีพ.ศ 2511 มีจำนวนการสร้างค่อนข้างน้อย ซึ่งสร้างเป็นเนื้อทองคำเพียงไม่เกิน 50 เหรียญเท่านั้นและเป็นการสร้างจากการผ่านการจอง เนื่องจากทองคำมีราคาสูง และมีการสร้างเหรียญเงินขึ้นจำนวน 200 เหรียญ 

สำหรับเหรียญอัลปาก้านั้นสร้างขึ้นจำนวน 500 เหรียญ และเหรียญทองแดงสร้างขึ้นมากที่สุดเป็นจำนวน 3,000 เหรียญ เราจะสังเกตเหรียญทองแดงได้จากการรมดำซึ่งบริเวณผิวของเหรียญนั้นจะมีลักษณะเหมือนผิวไฟ การจัดตั้งเหรียญเสมานี้ขึ้น ได้จะสร้างขึ้นที่อุโบสถหลังเก่าของวัดอัมพวันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ของปีพ.ศ 2511 ซึ่งในในพิธีพุทธาภิเษกนี้มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่านร่วมนั่งปกและอธิษฐานจิตด้วย  

วัตถุมงคลของ หลวงพ่อย้อย ปุญญมี วัดอัมพวัน จังหวัดสระบุรี 

แล้วพบกันใหม่กับบทความในครั้งต่อไปนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขออนุญาตลากันไปก่อนขอฝากบทความ ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์ที่ชาวสระบุรีเคารพ “หลวงพ่อย้อย ปุญญมี” แห่งวัดอัมพวัน กันไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้คุณโชคดีและสุขภาพแข็งแรงร่ำรวยเฮงๆค่ะ  

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter