ประวัติความเป็นมาของ “หลวงพ่อชื้น อริยธัมโม”  ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นเทพเจ้าแห่งเขาพลอง เมืองชัยนาท !  

หลวงพ่อชื้น-อริยธัมโม

หัวข้อ

มาทางฝั่งจังหวัดชัยนาทกันบ้างไหมครั้งนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ  ประวัติความเป็นมาของ “หลวงพ่อชื้น อริยธัมโม”  ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นเทพเจ้าแห่งเขาพลอง เมืองชัยนาท ! ซึ่งหลวงพ่อชื้นนั้นท่านเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ผู้มีอภิญญาแก่กล้า และเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากของชาวจังหวัดชัยนาท  ใครเป็นพระยุคเก่าที่ได้สร้างชื่อเสียงเอาไว้อย่างมากมาย แล้วถึงแม้ว่าท่านจะได้มรณภาพและละสังขารไปเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วก็ตามแต่เราเชื่อว่าลูกศิษย์ลูกหารวมถึงญาติโยมที่เคารพศรัทธาก็ยังคงระลึกถึงท่านอย่างไม่เสื่อมคลายเช่น  และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้กันเลยดีกว่า   

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อชื้น อริยธัมโม 

แห่งวัดเขาพลองจังหวัดชัยนาท 

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อชื้น อริยธัมโม 

สำหรับหลวงพ่อชื้น อริยธัมโมที่เรารู้จักนั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าเนื่องจากท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2437 วันเกิดของท่านตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 16 เดือนกันยายนเดิมทีนั้นท่านเป็นชาวจังหวัดชัยนาทบ้านเกิดของท่านอยู่ที่ตำบลท่าชัย และท่านเกิดอยู่ที่บ้านวัดงิ้ว คุณพ่อของท่านชื่อว่าในแส ธรรมชัย ส่วนคุณแม่ของท่านชื่อว่านางจันทร์ ธรรมชัย ท่านเป็นลูกชายคนโตของบิดามารดาและมีพี่น้องรวมสายเลือดทั้งหมด 5 คน (รวมตัวท่านด้วย)  ท่านมีน้องอีก 4 คน ซึ่งเป็นผู้ชาย 2 คนและเป็นผู้หญิง 2 คนชื่อว่าในเหว่ากับนายพร้อม และนางถมกับนางปุย  

ในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กนั้นท่านได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนในบ้านเกิดของท่านซึ่งมีชื่อว่าโรงเรียนวัดงิ้ว ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองของจังหวัดชัยนาทในตำบลท่าชัย  งั้นก็ไม่ได้มีโอกาสเรียนต่อ เนื่องจากต้องออกมาช่วยคุณพ่อและคุณแม่ประกอบอาชีพดูแลครอบครัว  

ออกมาเมื่ออายุได้ประมาณ 18 ปี ท่านก็ได้เข้ารับราชการเป็นทหารบก อยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 4 เป็นตั้งอยู่ในจังหวัดชัยนาท ในยุคสมัยนั้น  ไม่ได้เป็นทหารอยู่ในระยะเวลาหนึ่งก็ได้รับยศให้เลื่อนขั้นเป็นสิบตรี ลำดับถัดมาคือสิบโทและสิบเอก ตามวาระ ซึ่งตรงกับในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และหลวงพ่อชื้นท่านก็ได้มีโอกาสไปร่วมรบในสงครามครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และเมื่อภาวะสงครามที่จุดลงกันก็ได้ลาออกจากการรับราชการ และได้ไปทำธุรกิจกิจค้าไม้กับเพื่อนที่ร่วมรบในสงครามด้วยกันในครั้งนั้น 

หมวดชื้น 

หมวดชื้น 

และจากนั้นเมื่อกลับเข้าไปรับราชการอีกรอบก็ได้ติดยศและได้รับเลื่อนยศเป็นจ่าสิบตรีมาจนถึงได้รับยศร้อยโท เมื่อออกจากราชการก็กินบำนาญ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เพื่อนฝูงรวมถึงคนรู้จักพากันเรียกท่านว่าร้อยโทชื้นหรือหมวดชื้น หลังจากที่ออกจากราชการท่านก็สนใจเรื่องธรรมะและได้หันมาศึกษาอย่างจริงจังรวมถึงแสวงหาความรู้ทางด้านวิปัสสนากรรมฐานซึ่งในช่วงยุคสมัยนั้นมีพระเกจิอาจารย์หลายท่านที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมาก

 และหนึ่งในนั้นก็คือหลวงพ่อกบแห่งวัดเขาสาริกาในจังหวัดลพบุรี ขึ้นวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านหมี่  ซึ่งหลวงพ่อกบผู้นี้คือพระอาจารย์ของหลวงพ่อชื้นนั่นเอง  

โดยปกติแล้วลูกศิษย์ของหลวงพ่อกบนั้นท่านจะเรียกหลวงพ่อท่านว่า “สมเด็จพระบรมครู หลวงพ่อเขาสาริกา”  เนื่องจากโดยปกติแล้วหลวงพ่อกบท่านจะไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และถือสมถะ และเมื่อครั้งที่หลวงพ่อชื้นท่านไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อกบท่านก็รับไว้เป็นศิษย์ ซึ่งหลวงพ่อกบท่านให้หลวงพ่อชื้นฝึกนั่งวิปัสสนากรรมฐานและศึกษาธรรมะรวมถึงถ่ายทอดวิชาต่างๆของท่านให้กับหลวงพ่อชื้น วิชาที่หลวงพ่อชื้น ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อกบ จากข้อมูลได้มีการระบุไว้ก็คือวิชานะมหาอุดและวิชานะปัดตลอด 

 นอกจากนี้หลวงพ่อชื้นท่านยังได้ไปร่ำเรียนวิชาเพิ่มเติมกับฆราวาสซึ่งท่านมีชื่อว่า อาจารย์ชื่นสดศรีซึ่งท่านเป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์และ อาจารย์สาย ยอดสุวรรณ ซึ่ง 2 อาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้กับหลวงพ่อชื้นจนสำเร็จขั้นสูง และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาสก็จะไปนำสนทนาธรรมเพื่อขอความรู้ต่างๆเพิ่มเติมจากหลวงพ่อโอภาสีซึ่งในขณะนั้นท่านมีอาศรมอยู่ที่บางมด ซึ่งหลวงพ่อชื้นท่านก็ได้เดินทางไปหาอยู่บ่อยครั้ง 

ในช่วงเวลาถัดมาหลวงพ่อกบท่านก็เริ่มชราภาพ จึงทำให้หลวงพ่อกบท่านได้มอบหมายให้หลวงพ่อชื้นท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์คอยถ่ายทอดวิชาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานให้กับลูกศิษย์สืบต่อมา เมื่อสอนลูกศิษย์เป็นจำนวนมากขึ้น ท่านก็ได้เปิดสำนักสอนปฏิบัติทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ที่บ้านซึ่งตั้งอยู่ในตำบลบ้านกล้วยอำเภอเมืองจังหวัดชัยนาท ซึ่งในปัจจุบันนี้อยู่ใกล้ๆกับละแวกวัดพระยาตาก เป็นการเปิดสำนักสอนนั้นก็ได้ทำให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของสายหลวงพ่อกบรวมถึงสายของหลวงพ่อโอภาสีมาเรียนด้วยอย่างนี้ขาดสายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสายทหารตำรวจที่ให้ความศรัทธากันอย่างมาก และท่านถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ค่อนข้างมีวิชาอาคมที่แก่กล้ามีความเชี่ยวชาญอย่างมากทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งในขณะนั้นท่านก็ยังคงเป็นฆราวาสและมีชื่อเสียงในนาม “หมวดชื้น”  

การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ครั้ง  

การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ครั้ง  

การบวชครั้งแรกของท่านนั้นเกิดขึ้นในช่วงปีพ.ศ 2506  ซึ่งท่านตัดสินใจบวชอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ณวัดตะเคียนเลื่อนซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอโกรกพระ  แต่ก็อยู่ในบรรพชิตได้ในระยะเวลาประมาณ 2 ปีก็ได้ลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสเช่นเดิมแต่การเป็นคารวะของท่านก็ยังคงนุ่งขาวห่มขาวอยู่  เหตุผลในการลาออกมาเนื่องจากยังคงติดภารกิจในเรื่องของการดูแลครอบครัวและลูกหลานแต่ท่านก็ยังคงสอนลูกศิษย์ในด้านวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอ  

ท่านได้แต่งงานและมีลูกกับนางสำลี ธรรมชัย ด้วยกันถึง 3 คน  ซึ่งท่านมีบุตรชาย 2 คนและบุตรสาว 1 คน   แต่ภายหลังท่านก็ได้มีครอบครัวใหม่กับภรรยาผู้เป็นชาวจังหวัดอุทัยธานีและมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน 

การบวชครั้งที่ 2 

และเดิมทีที่ท่านมีความชื่นชอบทางด้านคาถาอาคมอยู่แล้ว ก็ทำให้ท่านยังคงศึกษาและแสวงหาความรู้ทางด้านนี้อย่างตลอดมา จะได้ตัดสินใจบวชเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงปีพ.ศ 2512 ซึ่งท่านบวชหลังจากที่นางสำลีอดีตภรรยาของท่านเสียชีวิต ซึ่งในครั้งนี้ท่านบวชอยู่ที่จังหวัดชัยนาทที่วัดโคกเข็มอยู่ในอำเภอสรรพยา ซึ่งพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านในครั้งนี้ก็คือเจ้าคณะอำเภอสรรพยา แล้วถ้าผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือหลวงพ่อทรัพย์แห่งวัดตลุก พร้อมกับมอบชัยยะทางธรรมไปกับท่านในครั้งนี้ว่า อริยธรรมโม และหลังจากนั้นท่านก็ยังคงถ่ายทอดวิชาวิปัสสนากรรมฐานให้กับผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสอยู่เรื่อย  

และในระหว่างที่หลวงพ่อชื้นทะเลของเพจบรรพชิตอยู่นั้น แผ่นก็ได้รวบรวมเงินบริจาคและปัจจัยที่มีผู้ศรัทธามาร่วมทำบุญเอาไว้มาพัฒนาวัดปฐมเทศนาอรัญวาสี หรือที่ใครหลายคนมักจะรู้จักกันดีในนาม “วัดพลอง” จนทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักรวมถึงรุ่งเรืองมาจนถึงในยุคปัจจุบัน และท่านคือผู้นำในการสร้างพระพุทธปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่มีพุทธศิลป์แห่งยุคสุโขทัยมาประดิษฐานเอาไว้บนเชิงวัดเขาพลองซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับวัดสวนนกของเมืองชัยนาทนี้ 

รวมถึงท่านยังเป็นผู้นำทีมการสร้างพระพุทธอริยธรรมโมอีกด้วย เป็นผู้ที่ไปกราบนมัสการขอพรพระอยู่ที่วัดแห่งนี้ก็จะได้เห็นถึงงานปฏิมากรรมขนาดใหญ่ที่มีความงดงามนี้ ถัดมาในช่วงปีพ.ศ 2521 หลวงพ่อท่านก็ได้มรณภาพลงและจะไป อยากสนุกในวันที่ 25 เดือนตุลาคมซึ่งสิริ อายุรวมคือ 84 ปี จะถึงแม้ว่าท่านจะจากโลกนี้ไปได้ร่วม 40 ปีแล้ว แต่คนรุ่นหลังก็ยังคงซาบซึ้งในคุณงามความดีที่ท่านได้เคยสร้างสมเอาไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่  และแน่นอนว่าลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพศรัทธาท่านก็ยังคงระลึกถึงอยู่อย่างไม่สำคัญ 

การบวชครั้งที่ 2 

พบกันใหม่กับบทความในครั้งต่อไปสำหรับวันนี้ ต้องขอฝากเรื่องราว  ประวัติความเป็นมาของ “หลวงพ่อชื้น อริยธัมโม”  ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นเทพเจ้าแห่งเขาพลอง เมืองชัยนาท ! กันว่าจะกินเท่านี้ขอให้คุณโชคดีสุขภาพแข็งแรงร่ำรวยเงินทองค่ะ  

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter