ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่คำแสน อินฺทจกฺโก วัดสวนดอก เจ้าของสมญานาม “รอยยิ้มแห่งพระอรหันต์” !

หลวงปู่คำแสน-อินฺทจกฺโก

หัวข้อ

ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทางภาคเหนือกันบ้าง ซึ่งเราจะพาคุณไปทราบถึง ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่คำแสน อินฺทจกฺโก วัดสวนดอก เจ้าของสมญานาม “รอยยิ้มแห่งพระอรหันต์” ! ซึ่งหลวงปู่คำแสนนั้นท่านเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ผู้อุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาโดยก็ว่าได้  อีกทั้งยังมีความมั่นคงและตั้งมั่นต่อการดำรงตนในใต้ร่มพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด รวมถึงท่านยังถือสมถะและประพฤติปฏิบัติตนอย่างน่าเลื่อมใสศรัทธา และท่านเป็นท่านเป็นอีกหนึ่งพระที่ชาวจังหวัดเชียงใหม่ให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ซึ่งในครั้งนี้เราจะพาคุณไปทราบถึงประวัติความเป็นมาของท่าน ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังต่อไปนี้กันเลยดีกว่าค่ะ 

ประวัติของ พระครูสุคันธศีล(หลวงปู่คำแสน อินฺทจกฺโก)

วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ 

ประวัติของ พระครูสุคันธศีล(หลวงปู่คำแสน อินฺทจกฺโก)

สำหรับพระครูสุคันธศีล หรือที่ใครหลายคนมักจะเรียกท่านว่าหลวงปู่คำแสน  หรือในบางคนก็จะเรียกท่านในนามหลวงปู่ครูบาคำแสน เดิมทีนั้นท่านมีชื่อว่านายทิม รังษี หลวงปู่ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2431 ตรงกับปีชวดและเกิดในวันอาทิตย์ที่ 21 เดือนกุมภาพันธ์วันแรม 4 ค่ำเดือน 3 ท่านเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่โดยกำเนิดซึ่งเกิดอยู่ที่อำเภอเมือง ณ ตําบลศรีภูมิ เป็นลูกของคุณพ่อแก้ว กับแม่คำป้อ รังษี 

เมื่อหลวงปู่อายุได้ประมาณ 10 ปีคุณพ่อกับคุณแม่ของท่านก็นำท่านไปฝากไว้ที่วัด ซึ่งท่านได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดประมาณ 2 ปีเห็นจะได้ จากนั้นเมื่ออายุได้ประมาณ 12 ปีเต็มท่านกขอนุญาตพ่อแม่เพื่อบวชเป็นสามเณร ซึ่งท่านได้บวชอยู่ที่วัดป่าพร้าวใน ซึ่งเป็นวัดที่มีพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงจำพรรษาอยู่ซึ่งก็คือ พระอธิการขัติยะ  ชื่อเสียงของท่านค่อนข้างโด่งดังในเรื่องเวทมนต์คาถาอย่างมาก  อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญและชำนาญในเรื่องวิปัสสนากรรมฐานรวมถึงสมถกรรมฐานด้วยเช่นกัน 

จึงทำให้หลวงปู่คำแสนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนวิชากับท่าน  อีกทั้งหลวงปู่ท่านยังได้มีโอกาสร่ำเรียนทางด้านธรรมะกับครูบาอริยะ แห่ง วัดดับภัย และมีโอกาสเดินทางเพื่อไปศึกษาทางด้านพระกรรมฐานกับผู้มีฉายาว่าเป็นนักบุญแห่งล้านนาซึ่งก็คือ ครู บาศรีวิชัย   

การครองสมณเพศ 

การครองสมณเพศ 

ในช่วงปีพ.ศ 2451 เมื่ออายุได้ครบบวชหลวงปู่ท่านก็บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ อยู่ ณ วัดป่าพร้าวใน ซึ่งตรงกับวันที่ 13 เดือนมีนาคมในปีนั้น ซึ่งพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือพระอาจารย์สิทธิ์  และพระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือพระอาจารย์คำ สำหรับพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ให้กับท่านก็คือพระอาจารย์กลิ้ง ทั้งได้รับฉายาทางธรรมว่า   “อินทจักโก”  ซึ่งมีความหมายว่าผู้มีพลังดุจจักรของพระอินทร์

 และแน่นอนว่าเมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนทางด้านพระธรรมวินัยเพิ่มจากพระครูบาอาจารย์ของท่านซึ่งหลวงปู่คำแสนนั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพระที่มีความสามารถและเป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่าบรรดาพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ไม่น้อย เนื่องจากท่านมีความเคร่งครัดต่อการปฏิบัติอย่างมาก และยึดถือการปฏิบัติตามแบบอย่างที่พระอาจารย์ทั้งหลายได้อบรมสั่งสอนเอาไว้ 

เดิมทีนั้นหลวงปู่ท่านมีอุปนิสัยเป็นคนพูดจาดี และเป็นคนไม่ค่อยพูด มีความสุภาพทั้งกิริยา วาจาและใจ เป็นผู้มีความสุภาพอ่อนโยน ทั้งยังมีความเคร่งครัดต่อพระวินัยอย่างมากและนอกจากนี้ยังมีจิตใจเข้มแข็ง เรียกได้ว่าหลวงปู่ท่านเป็นพระที่มีความเมตตาธรรมสูงและใจดีมาก ซึ่งหากใครถูกหลวงปู่ตำหนิก็เรียกได้ว่าน่าจะมีความซนอยู่ไม่น้อย หลวงปู่นั้นท่านเป็นพระผู้รักสงบและมีน้ำใจต่อผู้คนอย่างมากมักจะช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากอยู่เสมอ ยิ้มแย้มแจ่มใส และไม่เคยเบื่อหน่ายผู้ที่มานมัสการทั้งสิ้นจิตใจของท่านมักจะเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาอยู่เสมอจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมประชาชนพุทธศาสนิกชนจึงเคารพและศรัทธาท่านอย่างมาก  

ปู่มักจะอบรมสั่งสอนที่เน้นในเรื่องของศีลธรรม ปุถุชนธรรมดา และสิ่งที่ลูกศิษย์ลูกค้ามักจะได้รับคำสอนจากท่านอยู่เสมอ ก็คือในเรื่องของศีล ซึ่งท่านไม่เคยกล่าวเอาไว้ถึงเรื่องนี้ว่า ศีลนั้นเปรียบเสมือนรากแก้วของชีวิต จะมีชื่อเสียงจะทำความดีได้ก็ด้วยศีล ผู้ใดมีศีลแปลว่าผู้นั้นเป็นเทวดา และผู้ใดที่รักษาศีลให้มั่นคงได้นั้นถือได้ว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ เนื่องจากศีลนั้นจะทำให้กายวาจาและใจของมนุษย์นั้นสามารถสูงขึ้นได้ ดังนั้นหากอยากได้ปัญญาก็ควรจะต้องรักษาศีลให้เป็นเสียก่อน และเมื่อเราได้ศีลแล้วธรรมะก็จะเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง หากมีใครถามว่าแล้วทำอยู่ที่ไหนกันเล่า หลวงปู่มักจะตอบว่า “อยู่ที่ใจอยู่ที่ตัวเรานี้”      

การครองสมณเพศ 

หลังจากที่หลวงปู่ท่านบวชได้ 1 พรรษา ท่านก็ได้รับนิมนต์เพื่อไปรับตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสอยู่หลายวัด รวมแล้วใช้ระยะเวลานานถึง 10 ปี ประมาณ 10 พรรษา จากนั้นหลวงปู่ท่านก็ได้ออกเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่างๆยังจังหวัดในภาคเหนือรวมถึงอำเภอสะเมิงและท่านก็ได้ไปเผยแพร่ศาสนาถึงบนป่าบนดอย 

จากนั้นต่อมาหลวงปู่ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดสวนดอก ถึงวัดสวนดอกนั้นเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งโดยปกติแล้ววัดเก่าแก่เช่นนี้จะไม่ค่อยมีพระหนุ่มที่อายุน้อยมารักษาการหรือปกครองเป็นเจ้าอาวาส แต่ด้วยคุณลักษณะเด่นที่หลวงปู่คำแสนท่านมี จึงได้ถูกนิมนต์ให้มาจำวัดแห่งนี้ตั้งแต่ในช่วงปีพ.ศ 2488 เป็นต้นมา 

หลังจากที่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอกแห่งนี้แล้วหลวงปู่ท่านก็หมั่นทำนุบำรุงวัดอยู่เสมอ อีกทั้งยังอนุรักษ์วัดสวนดอกมาร่วม 30 ปี  จึงเรียกได้ว่าท่านเป็นอีกหนึ่งปูชนียะบุคคลที่ผู้คนต่างยกย่องเคารพนับถือและเลื่อมใสศรัทธา เรียกได้ว่าตลอดชีวิตของท่านท่านได้อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาโดยแท้ อีกทั้งยังมีจิตใจที่มั่นคงแน่วแน่ต่อการดำรงตนให้อยู่ในพระธรรมวินัยอันเคร่งครัด ปฏิบัติธรรม และถือสมถะ  มีดวงจิตที่อยู่เหนืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ และผู้คนก็มักจะเห็นท้องเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านเป็นพระผู้ใจดีและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมอย่างยิ่ง  ซึ่งท่านได้รับสมญานามว่า  “รอยยิ้มแห่งพระอรหันต์” อันมาจากรอยยิ้มที่ท่านมักยิ้มให้กับผู้คนอยู่เสมอ 

การมรณภาพของหลวงปู่คำแสน 

การมรณภาพของหลวงปู่คำแสน 

 ซึ่งในวันที่หลวงปู่ท่านมรณภาพนั้นหลวงปู่ท่านรู้ตัวและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เซ็นทรัลได้ห่มผ้าจีวรและเข้าสู่การเจริญสมาธิ ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนราบลงไปกับพื้นตรงบริเวณหน้าพระปฏิมากร จากนั้นท่านก็ได้เรียกให้สามเณรที่อยู่ใกล้ๆช่วยประคอง ให้ท่านลงนอน ตามด้วยท่านอนหลับไปพร้อมกับการหลับตาอย่างสงบนิ่ง 

มือขวาของหลวงปู่คำแสนนั้นท่านยังตกลูกประคำอยู่ในช่วงเม็ดที่ 3 ซึ่งมีความหมายถึง คุณของพระพุทธ  คุณของพระธรรม  และคุณของพระอริยสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งทางจิตใจของท่านอยู่อย่างเสมอมา  จากนั้นจิตของท่านก็ละทิ้งสังขารไปอย่างสงบ ซึ่งเป็นจิตที่พ้นโลกไปโดยมีสติสัมปชัญญะเพียบพร้อมและครบถ้วนด้วยธรรมทุกประการ  วันที่ท่านมรณภาพนั้นตรงกับช่วงปีพ.ศ 2519 หลวงปู่คำแสนก็ได้มรณภาพลงและจากไปด้วยความสงบ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 เดือนพฤษภาคม  รวมสิริอายุได้ 88 ปี 3 เดือน

การมรณภาพของหลวงปู่คำแสน 

 ได้พาคุณมารู้จักกับเรื่องราวของ ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่คำแสน อินฺทจกฺโก วัดสวนดอก เจ้าของสมญานาม “รอยยิ้มแห่งพระอรหันต์” !   กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ อย่างไรก็ตามพวกเราทีมงานหมอเก่งยิ่งว่าคุณจะชื่นชอบและถูกใจไปกับเนื้อหาสาระที่เราได้หยิบมาฝากกันในครั้งนี้ และหากบทความนี้มีประโยชน์ก็สามารถแชร์หรือส่งต่อให้กับเพื่อนๆและคนที่คุณรักได้เช่นกัน แล้วกลับมาพบกับพวกเราได้ใหม่ในบทความครั้งต่อไป ขอให้คุณโชคดีและมีสุขภาพที่แข็งแรงในทุกๆวันนะคะ 

Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter