ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์แห่งลำน้ำกรม “หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม” วัดซับตะเคียน ! 

หลวงปู่ขุ้ย-ฐิตธัมโม

หัวข้อ

แน่นอนว่าหากเอ่ยถามถึงพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองเพชรบูรณ์นั้นใครหลายๆคนน่าจะนึกถึงชื่อของหลวงพ่อทบ ชนแดนมาขึ้นเป็นอันดับแรกๆ แต่ในครั้งนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์แห่งลำน้ำกรม“หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม” วัดซับตะเคียน !  ผู้ซึ่งของศิษย์เอกสายตรงและผู้สืบทอดวิทยาคมของจากหลวงพ่อทบกันในครั้งนี้ และแน่นอนว่าเรากำลังจะพาคุณไปทราบถึงความเป็นมาและประวัติที่น่าสนใจของท่านไปพร้อมๆกันดังต่อไปนี้ 

ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม 

แห่งวัดซับตะเคียน จังหวัดเพชรบูรณ์ 

ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม 

สำหรับประวัติความเป็นมาของพระอธิการวิชัยรัตน์ หรือที่เรารู้จักกันดีในนามหลวงปู่ขุ้ย  ฐิตธัมโม นั้น เดิมท่านมีชื่อว่าวิชัยรัตน์หรือนาย ขุ้ย ท่อนทอง ท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2464 ซึ่งตรงกับวันที่ 20 เดือนพฤษภาคมท่านเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์โดยกำเนิด ซึ่งท่านเกิดอยู่ที่ตำบลท่าอิบุญ ซึ่งอยู่ในอำเภอหล่มสัก  คุณพ่อของท่านมีชื่อว่าพ่อทองดี ท่อนทอง  และคุณแม่ของท่านชื่อว่าคุณแม่ทองสุข ท่อนทอง   

ครั้งที่หลวงปู่ขุ้ย ท่านยังเป็นเด็กนั้น  ท่านมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในจังหวัดบ้านเกิด จากนั้นเมื่ออายุได้ประมาณ 12 ปีคุณพ่อของท่านก็เสียชีวิตลง ท่านจึงได้บวชหน้าไฟให้กับคุณพ่อของท่าน พิมพ์ตรงกับช่วงปีพ.ศ 2476 หลังจากที่ได้บวชเป็นสามเณรจากการบวชหน้าไฟให้กับคุณพ่อของตนแล้วท่านเกิดความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างมาก และถึงแม้ว่าจะเสร็จสิ้นพิธีงานศพของบิดาแล้ว หลวงปู่ท่านก็ไม่ยอมลาสิกขาและยังบวชต่อไป จากนั้นก็ขออนุญาตคุณแม่ของท่านบวชเรียนต่อไป    

ในช่วงเวลาต่อมาชื่อเสียงของหลวงพ่อทบ แห่งวัดพระพุทธบาทชนแดน นั้นค่อนข้างเรื่องลือไปไกล ชาวบ้านและญาติโยมต่างๆก็ให้ความเคารพศรัทธา หลวงพ่อทบกันเป็นอย่างมากด้วยการประพฤติดีรับผิดชอบและการปฏิบัติที่เคร่งครัดของท่านจึงทำให้ญาติโยมเลื่อมใส ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหลวงปู่ขุ้ย ที่ได้ล่วงรู้ถึงกิตติศักดิ์ของหลวงพ่อทบท่าน จึงเป็นเหตุที่ทำให้ท่านไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ โดยการตัดสินใจเดินทางออกจากวัดบ้านเกิดไปยังอำเภอชนแดน เพื่อไปหาหลวงพ่อทบและขอร่ำเรียนวิชาจากท่าน   

ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม 
ประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม 

ด้วยความมุมานะและเพียรพยายามของหลวงปู่ขุ้ยที่ทำให้หลวงพ่อทบเห็นจนเกิดความเมตตา จึงทำให้หลวงพ่อทบตัดสินใจถ่ายทอดวิชาต่างๆให้ อันได้แก่ วิชาลงเลขยันต์คาถาผ้ายันต์ วิชาทำตะกรุดโทน รวมถึงวิชาคาถาต่างๆ ให้กับหลวงปู่ขุ้ย  อีกทั้งหลวงปู่ขุ้ยท่านยังได้มีโอกาสศึกษาทางด้านกรรมฐานและกำหนดจิต จนสำเร็จวิชา 

และนอกจากนี้หลวงปู่ขุ้ยท่านยังได้มีโอกาสเรียนวิชาเสกข้าวสารให้ไก่กิน และการจัดสร้างพระเครื่องต่างๆอันได้แก่พระรูปหล่อและพระกริ่ง จึงท่านได้รับการถ่ายทอดมาตามประเพณีโบราณโดยตรงจากหลวงพ่อทบ ความเปลี่ยนพยายามที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้และมีความตั้งใจอย่างมากจึงทำให้ท่านบรรลุเข้าถึงแก่ความรู้และเกิดความชำนาญในวิชาที่ท่านได้สืบต่อมาจากพระอาจารย์ของท่านอย่างรวดเร็ว 

พิธีอุปสมบท  

พิธีอุปสมบท  

เมื่ออายุได้ประมาณ 22 ปี หลวงปู่ขุ้ยท่านบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ อยู่ที่อำเภอหล่มสัก ณ วัดศรีมงคล เดินตรงกับช่วงปีพ.ศ 2486 ในวันที่ 4 เดือนมีนาคม ซึ่งมีพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็พระมหาหยวก (ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอหล่ม)  ส่วนพระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือ พระอธิการคำปัน  แต่สำหรับพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ให้กับท่านก็คือพระอธิการบดี  และฉายาทั้งๆที่ท่านได้รับก็คือ  ฐิตธมฺโม ซึ่งแปลว่า ผู้มีจิตใจมั่นคงในธรรม  

 เมื่อได้ประมาณพรรษาที่ 2 หลังจากที่อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์มาในระยะหนึ่งแล้ว หลวงปู่ขุ้ยก็ได้ลาสิกขาเพื่อเดินทางไปยังอำเภอชนแดน และไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับหลวงพ่อทบ นอกจากจะได้เรียนวิชาต่างๆที่หลวงพ่อทบท่านเมตตาถ่ายทอดให้แล้ว หลวงปู่ท่านยังได้มีโอกาสปฏิบัติกรรมฐานอีกด้วย หลังจากที่บรรลุสำเร็จวิชาที่ร่ำเรียนต่างๆจากหลวงพ่อทบแล้วท่านก็ได้กราบลาพระอาจารย์ของท่านเพื่อเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆและไม่ได้เพียงแค่เดินทางในประเทศไทยเท่านั้น เพราะท่านยังเดินทางไปต่างประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพื่อแสวงหาธรรม

จากนั้นถัดมาในช่วงปี 2486 หลวงปู่ขุ้ยท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลแห่งตำบลท่าอิบุญ ซึ่งท่านจะคอยอบรมสั่งสอนและปกครองพระสงฆ์รวมถึงสามเณร เมื่อได้รับตำแหน่งไปในระยะหนึ่งแล้วหลวงปู่ท่านก็เกิดความเบื่อหน่าย จากนั้นก็จึงได้ทำการลาออกเพื่อออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่ท่านไปก็คือประเทศกัมพูชาและแถบประเทศลาวจำปาสัก 

ซึ่งในระหว่างการออกเดินธุดงค์นั้นก็ทำให้หลวงปู่ท่านได้มีโอกาสพบกับพระสหธรรมิกทางธรรมของท่านและสายป่านอีกหลายรูปรวมถึงได้มีโอกาสศึกษาทางด้านไสยเวทย์กับพระอาจารย์ทางประเทศลาวและประเทศกัมพูชาอีกหลายรูปด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าการเดินทางของท่านนั้นได้เปิดโลกทัศน์ให้กับท่านได้ไม่น้อยทั้งยังพบปะกับพระธุดงค์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายรูป

บ้านซับตะเคียน 

บ้านซับตะเคียน 

ถัดมาในช่วงปีพ.ศ 2517 หลวงปู่ท่านก็ได้เดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกจึงเดินทางมาตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์และท่านก็ได้เดินทางมายังบ้านท่าด้วง ท่านมองเห็นแต่งน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านรวมถึงหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และมีความสงบสุขจึงได้หยุดการเดินธุดงค์จากนั้นท่านก็ได้ชวนให้ชาวบ้านญาติโยมที่เคารพศรัทธามาร่วมกันสร้างวัด ซึ่งสร้างขึ้นที่บ้านซับตะเคียน 

 ซึ่งหมู่บ้านซับตะเคียนในยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านป่าที่รายล้อมไปด้วยป่าดงดิบ ซึ่งแน่นอนว่าในป่าดงดิบนั้นมีทั้งช้างเสือและสัตว์ที่มีเขี้ยวนานาชนิดเต็มไปหมดรวมถึง ไข้ป่าที่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ชินกับท้องถิ่น ซึ่งบ้านพักตะเคียนนั้นอยู่ห่างจากอำเภอหนองไผ่ราวๆประมาณ 40 กิโลเมตร หรือหากต้องเดินทางมาจากอำเภอเมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์เห็นทีน่าจะใช้เวลาราวๆประมาณเกือบเดือน 

และในสมัยนั้นก็เรียกได้ว่าความเจริญเขาถึงค่อนข้างยาก ดังนั้นเมื่อชาวบ้านคนใดในหมู่บ้านมีอาการเจ็บไข้ไม่สบายก็มักจะมาหาหลวงปู่ขุ้ยเพื่อให้หลวงปู่ขุ้ยช่วยรักษาให้ โดยที่หลวงปู่ท่านจะเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อไปหาสมุนไพรมารักษาให้กับชาวบ้านด้วยตนเอง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายและเร็วกว่าการที่จะต้องให้ชาวบ้านเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปซื้อยาหรือไปหาหมอ ซึ่งหลวงปู่ขุ้ยท่านก็รักษาและช่วยเหลือชาวบ้านญาติโยมอย่างนี้เสมอมา 

ในครั้งหนึ่งมีการระบาดของโรคห่าเกิดขึ้น หลวงปู่ขุ้ยท่านก็ได้เข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรนำมาทำเป็นยารักษาให้กับชาวบ้าน จนชาวบ้านหลายคนหายและด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลวงปู่ขุ้ยท่านมีชื่อเสียงในด้านของการรักษาและทำยาสมุนไพรเป็นอย่างมาก  เรียกได้ว่าขึ้นชื่อในเรื่องนี้และมีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้เลยก็ว่าได้ และได้เห็นนี้จึงทำให้ชาวบ้านเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่ขุ้ยอย่างมาก และนอกจากนี้ยังมีผู้คนที่เข้าไปกราบนมัสการ 

รวมถึงฟังธรรมฟังธรรมอบรมสั่งสอนของหลวงปู่ขุ้ยอยู่เสมอ ในส่วนของวัตถุมงคลนั้นก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงไม่น้อยสำหรับการสร้างพระเครื่องของท่านและแน่นอนว่าในยุคนี้ก็ยังเป็นที่ถามถึงสำหรับเหล่าบรรดาผู้นิยมสะสมอยู่ไม่น้อย แล้วถึงแม้ว่าท่านจะมีชื่อเสียงโด่งดังในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตามท่านก็ยังคงใช้ชีวิตและถือสมถะจนวาระสุดท้าย 

บ้านซับตะเคียน 
บ้านซับตะเคียน 

หลวงปู่ขุ้ยมรณภาพในช่วงปีพ.ศ 2554 ในวันที่ 8 เดือนเมษายนรวมศิริอายุได้ 90 ปี 2 เดือนกับ 26 วันและครองพรรษาได้นานถึง 68 พรรษา  หลังจากการมรณภาพทางวัดได้เก็บสรีระสังขารของหลวงปู่เอาไว้อย่างถาวร หลายคนรุ่นหลังได้มีโอกาสมากราบสักการะ  และได้มีการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารมาตั้งอยู่ ณ มหาเจดีย์พระธาตุอรหันต์ 108 ซึ่งมีการบรรจุไว้ในโลงแก้ว  ในปีพ.ศ 2555 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 20 เดือนพฤษภาคม   

บ้านซับตะเคียน 

ขอฝากเรื่องราว  ประวัติความเป็นมาของพระเกจิอาจารย์แห่งลำน้ำกรม“หลวงปู่ขุ้ย  ฐิตธัมโม” วัดซับตะเคียน !  กันไว้แต่เพียงเท่านี้แล้วพบกันใหม่กับบทความในครั้งต่อไปนะคะสวัสดีค่ะ  

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter