ประวัติความเป็นมา “พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์  หรือหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม”  ที่ชาวอีสานใต้นับถืออย่างมาก ! 

พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์-หรือหลวงปู่สิงห์-ขนฺตยาคโม

หัวข้อ

ถือเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของทางฝั่งภาคอีสานอย่างมากสำหรับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติผู้มีเมตตาและเป็น ศิษย์คนสนิทของหลวงปู่มั่นภูริทัตโต จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้เราจะพาคุณมาทราบถึง  ประวัติความเป็นมา “พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์  หรือหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม”  ที่ชาวอีสานใต้นับถืออย่างมาก ! ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและเชื่อว่ามีใครหลายคนที่อาจยังไม่เคยได้ทราบจากที่ใดมาก่อน จึงเป็นโอกาสดีที่ในวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลมาฝากคุณกันที่นี่ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับสาระที่น่าสนใจกันเลยดีกว่า

ประวัติความเป็นมา หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม

ประวัติความเป็นมา หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม

สำหรับหลวงปู่สิงห์นั้นท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานีโดยกำเนิด เส้นทางเกิดในวันจันทร์ที่ 27 เดือนมกราคมตรงกับปีพ.ศ. 2432  ซึ่งตรงกับปีฉลูท่านเกิดที่บ้านหนองขอนซึ่งอยู่ในตำบลหัวตะพานอยู่อำเภออำนาจเจริญ (ซึ่งในสมัยนั้นจังหวัดอำนาจเจริญยังไม่ได้แยกตัวออกจากจังหวัดอุบลเป็นจังหวัดอุบลอยู่)  หลวงปู่สิงห์นั้นท่านมีชื่อว่าสิงห์ บุญโท บุตรคนที่สี่ของคุณพ่อเพีย อินทวงษ์ กับ คุณแม่หล้า บุญโท ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกันทั้งหมดเจ็ดคน และน้องชายคนต่อจากท่านก็คือ พระอาจารย์มหาปิ่น  ปญฺญาพโล ป.ธ.5 (ซึ่งเป็นพระน้องชายของหลวงปู่สิงห์) 

ประวัติความเป็นมา หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม

เมื่อหลวงปู่ท่านมีอายุได้ประมาณ 14 ปีซึ่งตรงกับพ.ศ. 2446 ท่านก็ได้บวชเป็นสามเณร ในสำนักพระอุปัชฌาย์ป้อง ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดบ้านหนองขอนอยู่ในตำบลหัวตะพานของจังหวัดอำนาจเจริญในปัจจุบัน หาดน้ำเมื่อหลวงปู่ท่านมีอายุได้ประมาณ 17 ปีซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ. 2449 ฉันก็ได้ไปจำวัดอยู่ที่วัดสุทัศน์ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองของจังหวัดอุบลราชธานี (ในปัจจุบันคือวัดสุทัศนาราม) และเมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 20 ปีซึ่งตรงกับช่วงปีพ.ศ. 2452 ท่านก็ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ วันที่ท่านบวชนั้นตรงกับวันที่ 30 ในเดือนพฤศจิกายนช่วงปีพ.ศ. 2452 โดยพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)  ส่วนพระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ก็คือพระมหาเสน ชิตเสโน ต่อมาดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนดิลก  และสำหรับพระผู้เป็นพระอนุสาวนาอาจารย์ก็คือ พระปลัดทัศน์ และทำนักจำวัดอยู่ณวัดสุทัศน์ ซึ่งปัจจุบันยังคงตั้งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี 

ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น

ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น

ในช่วงปีพ.ศ. 2458 หลังจากที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตได้กลับมาจากจังหวัดนครนายก ที่เขาสาริกา ก็ทำให้ชื่อเสียงของท่านแผ่ขจรไปไกล จากนั้นหลวงปู่สิงห์ก็ได้มีโอกาสไปศึกษากรรมฐานกับหลวงปู่มั่น ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านก็ได้ให้กรรมฐานกายคตาสติ ซึ่งหลังจากนั้นก็ทำให้หลวงปู่สิงห์ฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับหลวงปู่มั่นพร้อมกับเพื่อนสหธรรมิก ซึ่งก็คือหลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลังจากได้ขอเป็นศิษย์กับหลวงปู่มั่นแล้วท่านก็ได้ฝึกสมาธิกับพระอาจารย์เพื่อให้เกิดจิตใจสงบและปรากฏว่าท่านยิ่งเลื่อมใส นอกจากนี้ยังมีความสลดใจซึ่งมาจากความเบื่อหน่ายในการประกอบคันถธุระ จึงบำเพ็ญด้านวิปัสสนาธุระต่อไปอีกทั้งยังได้มีโอกาสออกเดินธุดงค์และติดตามพระอาจารย์ของท่านไปตามสถานที่ต่างๆ ธุดงค์วิเวกไปตามเขตจังหวัดทางภาคอีสานไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครพนม, จังหวัดมุกดาหาร รวมไปถึงจังหวัดหนองคายท่านก็ไปกับหลวงปู่มั่น เรียกได้ว่าท่านเป็นจิตของหลวงปู่มั่นอย่างแท้จริง

ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น

หลังจากช่วงออกพรรษาของไทยพ.ศ. 2460 หลวงปู่สิงห์ท่านก็ได้กลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งครั้งนี้ท่านได้พาเด็กชายเทสก์ เรี่ยวแรงมาด้วย เพื่อมาเยี่ยมพี่ชายและน้องชาย(พระมหาปิ่น)  และต่อมาพี่ชายของท่านของท่านก็เสียชีวิตและเมื่อพระมหาปิ่นท่านหายจากอาการป่วยแล้วก็ได้เดินทางไปยังจังหวัดกรุงเทพมหานครเพื่อศึกษาเล่าเรียนณวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร(แถวถนนข้าวสาร) ซึ่งการเดินทางกลับมายังจังหวัดบ้านเกิดครั้งนี้ท่านก็ได้รับบัญชาจากสมเด็จพระมหาวีรวงค์ ว่าให้ช่วยสั่งสอนพุทธบริษัทในอาณาเขตวัดสุปัฎน์และวัดสุทัศน์ (วัดสุทัศนาราม)  และเมื่อไม่นานต่อมาท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นต่อ ซึ่งในครั้งนั้นท่านได้เดินทางไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดร 

ถัดมาในช่วงปีพ.ศ. 2463 ท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปแต่เพียงลำพังและธุดงค์วิเวกไปพำนักณถ้ำผาบิ๊ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดเลย ณ อำเภอวังสะพุง และถือเป็นโอกาสที่ท่านจะได้บำเพ็ญเพียรไปตั้งแต่ช่วงต้นพรรษาซึ่งการบำเพ็ญเพียรในครั้งนั้นได้สร้างความอัศจรรย์ใจทำจิตให้กับตัวของท่าน ทำให้เกิดความกระจ่างแจ้งในพระธรรมวินัยดังนั้นเมื่อทราบแล้วจึงเพียรปฏิบัติต่อไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงพระธรรม 

พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและนำกองทัพธรรมเผยแผ่ศาสนา

พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและนำกองทัพธรรมเผยแผ่ศาสนา

และในปีเดียวกันนั้นหลังจากช่วงออกพรรษาท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปกลับหลวงปู่มั่นยังจังหวัดสกลนครและในช่วงเวลานี้ท่านได้ทำนัดกับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล (ซึ่งท่านคือพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น)  ถัดมาในช่วงปี 2466 หลังจากออกพรรษาทำก็ได้เขาว่าโยมแม่ของท่านถึงแก่กรรม จึงทำให้ท่านต้องรีบกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี และได้พาสามเณรเทสก์ เรี่ยวแรง ทำการอุปสมบทอยู่ที่วัดสุทัศน์ในวันที่ 16 พฤษภาคม ซึ่งในเวลาต่อมาสามเณรเทสก์ เรี่ยวแรงผู้นั้นก็คือ  พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ หรือที่ใครหลายคนมักจะเรียกกันว่าหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  นั่นเอง  

พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและนำกองทัพธรรมเผยแผ่ศาสนา

และถัดมาในช่วงปีพ.ศ. 2471 ก็ได้มีหนังสือจากพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) จึงได้นิมนต์ให้หลวงปู่สิงห์ มาช่วยเผยแผ่ศาสนาและสอนการปฎิบัติธรรมให้กับพุทธศาสนิกชนชาวขอนแก่น เมื่อทราบเช่นนั้นแล้วท่านจึงกราบเรียนให้พระอาจารย์ของท่านได้ทราบ ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้จึงแนะนำให้หลวงปู่สิงห์รับนิมนต์ เมื่อทราบเช่นนั้นหลวงปู่สิงห์ท่านก็ได้ดำเนินการโดยเดินทางเท้านำกองทัพทำไปยังจังหวัดขอนแก่นด้วยความประสงค์ ที่จะเผยแพร่ศาสนาให้กับประชาชนชาวขอนแก่น รวมถึงวิธีปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ออกพรรษาแล้ว ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็ได้ตั้งสำนักสงฆ์ที่จังหวัดขอนแก่นขึ้น ณ ป่าช้าโคกเหล่างา ซึ่งอยู่บริเวณทิศตะวันออกของจังหวัดขอนแก่น 

ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือวัดป่าวิเวกธรรม ที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งในครั้งนั้นก็ได้มีพระสงฆ์ประมาณกว่า70รูปมารวมตัวกัน จึงทำให้ได้เกิดการประชุมตามด้วยการแยกย้ายกันไปสร้างสำนักสงฆ์เพื่อไปตั้งเป็นสำนักสงฆ์วัดป่าอรัญวาสี(ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น) จึงทำให้วัดป่าแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนาฝ่ายอรัญวาสี ในเขตภาคอีสานตอนกลางกันเลยก็ว่าได้

พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและนำกองทัพธรรมเผยแผ่ศาสนา

สามารถบอกได้เลยว่าหลังจากที่ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อย่างเต็มตัวแล้วท่านก็ได้อุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นการปฎิบัติสำหรับหนทางหลุดพ้นการเดินธุดงค์ปลีกวิเวกเพื่อแสวงหาทำรวมไปถึงการเผยแผ่ศาสนาและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคม จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลวงปู่สิงห์จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนทางฝั่งภาคอีสานแทบจะทั้งหมด ด้วยคุณงามความดีและความเคร่งครัดต่อการปฎิบัติและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมนั่นเอง ถัดมาในช่วงปีพ.ศ. 2496 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรที่  “พระครูญาณวิศิษฏ์”  ถัดมาช่วงปีพ.ศ. 2500 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์”  และมรณภาพลงในช่วงปีพ.ศ. 2504 ในวันที่ 8 กันยายนโดยโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารเรื้อรังรวมสิริอายุได้ 72 ปีและครองพรรษาได้ 52 พรรษา อย่างไรก็ตามหลวงปู่สิงห์ถือเป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและนำกองทัพธรรมเผยแผ่ศาสนา

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับเรื่องราวของ ประวัติความเป็นมา “พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์  หรือหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม”  ที่ชาวอีสานใต้นับถืออย่างมาก ! ที่ได้นำมาฝากกันไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วกลับมาพบกับพวกเราได้ใหม่ในบทความครั้งต่อไปนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณในทุกๆการติดตามอ่านจากท่านผู้อ่านทุกท่านขอให้คุณโชคดีและมีสุขภาพแข็งแรงในทุกๆวันค่ะ

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการพระเครื่องในประเทศไทย

Facebook
Twitter